ชนเผ่าหนี่ว์เจิน (女真民族) ..ชนกลุ่มน้อยที่เคยเรืองอำนาจบนแผ่นดินจีน..

      เมื่อ 3 – 4 พันกว่าปีก่อน  ในสมัยราชวงศ์เซี่ย (夏) และราชวงศ์ซาง (商) ของจีน  ดินแดนทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีนมีชนเผ่า 3 กลุ่มใหญ่อาศัยอยู่  ชาวจีนเรียกชนเผ่าเหล่านี้ว่า ‘อนารยชนทางตะวันออก’  หนึ่งในนั้นคือ ชนเผ่าซู่เซิ่น (肃慎) ( บ้างก็เรียกว่า ซีเซิ่น -息慎  หรือจี้เซิ่น - 稷慎 )

     เป็นชนเผ่าที่อาศัยอยู่แถบลุ่มแม่น้ำเฮยหลงเจียง (黑龙江) และลุ่มแม่น้ำซงฮวาเจียง (松花江) ซึ่งเป็นสองแม่น้ำสายหลักในมณฑลเฮยหลงเจียง  ของจีนในปัจจุบัน โดยมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ยืนยัน คือ บริเวณตอนใต้ของมณฑลเฮยหลงเจียง นักโบราณคดีได้ขุดพบร่องรอยการตั้งถิ่นฐานของชนเผ่าซู่เซิ่น เช่น ขุดพบเครื่องมือเครื่องใช้ที่ทำจากหิน และภาชนะเครื่องปั้นดินเผาต่างๆ
     นักประวัติศาสตร์จีนที่ศึกษาประวัติความเป็นมาของชนเผ่าหนี่ว์เจิน ส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องกันว่า ชนเผ่าซู่เซิ่นเป็นบรรพชนสายหนึ่งของชนเผ่าม่อจี๋ (勿吉)  หรือชนเผ่าม่อเหอ (靺鞨) ซึ่งเป็นชนเผ่าที่อาศัยอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีนเมื่อ 1,500 – 1,100 ปีก่อนในสมัยราชวงศ์เหนือใต้ (南北朝)  ราชวงศ์สุย (隋朝) และราชวงศ์ถัง (唐朝)  ตามลำดับ  ส่วนชนเผ่าหนี่ว์เจินก็สืบเชื้อสายมาจาก ชนเผ่าม่อเหอนี้เอง สาเหตุที่มั่นใจในข้อสรุปดังกล่าว เนื่องจากชนเผ่าหนี่ว์เจินซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งอาณาจักรกิม (金国 – กิมก๊ก ค.ศ.1115 – ค.ศ.1234 ) ได้บันทึกไว้ในเอกสารประวัติศาสตร์ของอาณาจักรกิมว่า ‘บรรพชนของกิมคือชาวม่อเหอ ชาวม่อเหอเดิมชื่อม่อจี๋  ที่ม่อจี๋อยู่อดีตเป็นถิ่นฐานของซู่เซิ่น’ แต่ยังไม่พบหลักฐานที่สามารถอธิบายได้ว่า เหตุใดเมื่อราชวงศ์ถังล่มสลายและเข้าสู่ยุคของห้าราชวงศ์ (五代) หรือประมาณเมื่อ 1,000 ปีก่อน จึงได้เปลี่ยนชื่อจากชนเผ่าม่อเหอมาเป็นชนเผ่าหนี่ว์เจิน  จากนั้นชนเผ่าหนี่ว์เจินก็แบ่งเป็นหลายสายในแต่ละสายยังแบ่งย่อยเป็นหลายกลุ่มกระจายอยู่แถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน
     กล่าวโดยสรุปได้ว่า ชนเผ่าหนี่ว์เจินเป็นชนเผ่าดั้งเดิมที่อาศัยอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน สามารถสืบค้นประวัติความเป็นมาย้อนหลังไปไม่น้อยกว่า 3,000 ปี  โดยสืบเชื้อสายมาจากชนเผ่าเก่าแก่ที่มีรกรากอยู่แถบนี้มาก่อน ได้แก่ ชนเผ่าซู่เซิ่น ชนเผ่าม่อจี๋ และชนเผ่าม่อเหอ ตามลำดับกาลเวลา  ส่วนคำว่า ‘ชนเผ่าหนี่ว์เจิน’  เริ่มเรียกกันเมื่อ 1,000  ปีก่อน       

ชนเผ่าหนี่ว์เจิน : ผู้ก่อตั้งอาณาจักรกิม (金国)  และราชวงศ์ชิง (清朝 – ราชวงศ์แมนจู )

*อาณาจักรกิม 
     ในศตวรรษที่ 11-12 เป็นช่วงที่แผ่นดินจีนอยู่ภายใต้การปกครองของราชวงศ์ซ่ง ( 宋朝ค.ศ. 960 – 1279 ) ดินแดนทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีนในปัจจุบันถูกครอบครองโดยแคว้นเหลียว (辽国 ค.ศ. 907 – 1125 ) ซึ่งเป็นชนเผ่าชี่ตัน (契丹)  ชนเผ่าหนี่ว์เจินจึงอยู่ภายใต้การปกครองของแคว้นเหลียว ไม่เพียงต้องส่งเครื่องบรรณาการให้แก่ราชสำนักเหลียว ยังถูกกดขี่แย่งชิงทรัพยากรและผลผลิต ชนเผ่าหนี่ว์เจินในยุคนี้แบ่งเป็น 2 สายใหญ่ ชนเผ่าหนี่ว์เจินที่ถูกทางการของแคว้นเหลียวปกครอง เรียกว่า สูหนี่ว์เจิน (熟女真 - ชนเผ่าหนี่ว์เจินใน) ส่วนพวกที่กระจัดกระจายอยู่ตามป่าเขาห่างไกลอำนาจส่วนกลาง เรียกว่า เซิงหนี่ว์เจิน (生女真 -  ชนเผ่าหนี่ว์เจินนอก)     
     ต่อมา หวานเหยียนอากู่ต่า (完颜阿骨打) ผู้นำชนเผ่าหนี่ว์เจินกลุ่มตระกูลหวานเหยียน (完颜 – อ้วนง้วน) ซึ่งเป็นกลุ่มหนึ่งของชนเผ่าหนี่ว์เจินนอก ได้รวบรวมชนเผ่าหนี่ว์เจินกลุ่มต่างๆ ขึ้นแข็งข้อต่อแคว้นเหลียว และสถาปนาอาณาจักรกิมในปี ค.ศ. 1115 โดยมีศูนย์กลางอยู่แถบมณฑลเฮยหลงเจียงในปัจจุบัน จากนั้นได้ร่วมมือกับราชสำนักซ่งเปิดศึกกระหนาบแคว้นเหลียวทั้งทางเหนือและใต้จนในที่สุดแคว้นเหลียวก็ล่มสลายในปี ค.ศ. 1125   
     เมื่อสิ้นแคว้นเหลียว อาณาจักรกิมก็เรืองอำนาจแทน และได้ขยายอาณาเขตของตนสู่ทางใต้โดยคุกคามราชสำนักซ่งอยู่เนืองๆ ใช้เวลาไม่ถึง 2 ปีก็ฝ่าผ่านกำแพงเมืองจีน เข้ายึดครองดินแดนแถบตะวันออกทั้งหมดของลุ่มแม่น้ำฮวงโหและเมืองไคเฟิง (开封) นครหลวงของราชวงศ์ซ่งได้สำเร็จ จับกษัตริย์ซ่งฮุ่ยจง ( 宋徽宗 ) และกษัตริย์ซ่งชินจง (宋钦宗) ไว้เป็นเชลย  แต่บรรดาราชนิกุล ขุนนางอำมาตย์ และทหารซ่งที่ถอยร่นลงทางใต้ก็ได้ตั้งอาณาจักรราชวงศ์ซ่งใต้ขึ้น มีเมืองหังโจว (杭州) เป็นราชธานี ด้วยเหตุนี้ นักประวัติศาสตร์จีนจึงแบ่งราชวงศ์ซ่งออกเป็นสองช่วง  นั่นคือ ราชวงศ์ซ่งเหนือ (北宋ค.ศ. 960 – 1127)  และราชวงศ์ซ่งใต้ (南宋ค.ศ.1127 – 1279)  
     การที่ชนเผ่าหนี่ว์เจินสถาปนาอาณาจักรกิม ปกครองดินแดนทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือของจีนในช่วงศตววรรษที่ 12 นั้น นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์จีนที่ชนกลุ่มน้อยเผ่านี้ได้เรืองอำนาจ และรับเอาวัฒนธรรมของชาวจีนฮั่นครั้งใหญ่ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของดินแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากทางราชสำนักกิมได้บังคับให้ชาวจีนฮั่นย้ายถิ่นฐานไปอยู่ทางเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือมากขึ้น โดยเฉพาะช่างฝีมือแขนงต่างๆ  เช่น ช่างไม้  ช่างโลหะ  ช่างปั้น และช่างทอ ฯลฯ งานก่อสร้างและสินค้าประเภทหัตถกรรมของผู้คนในแถบนี้จึงพัฒนาขึ้นกว่าเก่า ขณะเดียวกันพื้นที่การเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ก็ขยายเพิ่มขึ้น ผลผลิตทั้งภาคหัตถกรรมและเกษตรกรรมที่มีมากขึ้นและหลากหลายได้ส่งผลให้การทำมาค้าขายในดินแดนแถบนี้รุ่งเรืองไปด้วย  
     ขณะเดียวกัน ชนเผ่าหนี่ว์เจินจำนวนหนึ่งก็โยกย้ายถิ่นฐานมาอยู่ในดินแดนแถบลุ่มแม่น้ำฮวงโหของชาวจีนฮั่น การโยกย้ายถิ่นฐานของชนเผ่าหนี่ว์เจินและชาวจีนฮั่นในยุคอาณาจักรกิม ทำให้มีการผสมสายเลือดระหว่างกลุ่มชนทั้งสองมากขึ้น ขณะนั้นชาวหนี่ว์เจินมีภาษาพูด  เป็นของตนเอง แต่ยังไม่มีภาษาเขียนจึงใช้ภาษาชี่ตันเป็นหลัก ต่อมาเมื่อมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น กอปรกับอิทธิพลของวัฒนธรรมชาวจีนฮั่นได้แทรกซึมสู่ราชสำนักกิมและในชีวิตความเป็นอยู่ของชาวหนี่ว์เจิน ชนเผ่านี้จึงเริ่มประดิษฐ์ตัวอักษรเป็นของตนเอง โดยนำตัวอักษรจีนมาผสมกับตัวอักษรชี่ตัน ต่อมายังได้สร้างตัวอักษรเฉพาะขึ้นอีก ราชสำนักกิมได้กำหนดให้ใช้ตัวอักษรหนี่ว์เจินในปี ค.ศ. 1119 โดยใช้กันมากในดินแดนที่อยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรกิม แต่น่าเสียดายที่ตัวอักษรหนี่ว์เจินใช้กันเพียง 3-4 ศตวรรษจนถึงสมัยต้นราชวงศ์หมิง (明朝 )  ก็ได้เลือนหายไปตามอำนาจการปกครองของอาณาจักรกิมที่ล่มสลาย           
     ช่วงที่อาณาจักรกิมครอบครองพื้นที่ส่วนใหญ่ทางตอนเหนือของจีน ก็ปรารถนาอยากได้ดินแดนทางตอนใต้ที่อุดมด้วยป่าไม้และทรัพยากรทางทะเล จึงรุกรานดินแดนของราชวงศ์ซ่งใต้อยู่บ่อยครั้ง การทำศึกสงครามกับอาณาจักรซ่งใต้เป็นเวลานานกว่าครึ่งศตวรรตทำให้ราชสำนักกิมสูญเสียไพร่พลและเสบียงอาหารอย่างต่อเนื่องซึ่งส่งผลต่อความมั่นคงทางการเมือง ระหว่างนี้เองที่ชนเผ่ามองโกลซึ่งอาศัยอยู่แถบทุ่งหญ้าทางตอนเหนือของอาณาจักรกิมก็เริ่มแข็งแกร่งขึ้น  
     ตั้งแต่ ปี ค.ศ. 1211 เป็นต้นมา ในสมัยของเจงกีสข่าน (成吉思汗) ชนเผ่ามองโกลรุกรานชายแดนของอาณาจักรกิมอยู่เสมอ มาในสมัยของโอโกไตข่าน (窝阔台汗) พระองค์ได้ส่งทูตไปเจรจากับราชสำนักซ่งใต้ในปี ค.ศ. 1232  โดยเสนอให้ทั้งสองฝ่ายทำสนธิสัญญาร่วมบุกกิมก๊ก หากทำการสำเร็จราชวงศ์ซ่งใต้จะได้ดินแดนทางตอนเหนือคืน  ปี ค.ศ. 1233 มองโกลและจีนจึงร่วมกันบุกอาณาจักรกิม  ด้วยเวลาเพียงปีเศษก็บรรลุผลตามเป้าหมาย  อาณาจักรกิมที่รุ่งเรืองอยู่เกือบ 120 ปีจึงถึงกาลล่มสลายในปี ค.ศ. 1234  
     หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายล้มล้างอาณาจักรกิมสำเร็จ มองโกลคืนดินแดนตอนเหนือให้แก่ราชวงศ์ซ่งใต้น้อยกว่าที่ตกลงไว้ และไม่ยอมคืนเมืองไคเฟิงและเมืองลั่วหยางซึ่งเป็นเมืองสำคัญให้ จากนั้นไม่นานก็พยายามรุกคืบสู่ทางใต้หวังยึดครองดินแดนอาณาจักรซ่งใต้ให้ได้ กระทั่งถึงสมัยของกุบไลข่าน (忽必烈汗)  พระองค์ได้สถาปนาราชวงศ์หยวน (元朝 – ราชวงศ์มองโกล) ขึ้นในปี ค.ศ. 1271  และตั้งราชธานีที่นครปักกิ่ง อีก 8 ปีต่อมาก็ยกทัพล้มล้างอาณาจักรซ่งใต้ในที่สุด และเป็นราชวงศ์ต่อมาที่ปกครองแผ่นดินจีน
     ชนเผ่ามองโกลใช้ระยะเวลาร่วม 40 กว่าปีถึงได้ดินแดนตอนใต้ของจีนไปครอบครอง  อาณาเขตของจีนในสมัยกุบไลข่าน แม้จะไม่กว้างใหญ่ไพศาลเหมือนอาณาจักรมองโกลในสมัยเจงกีสข่าน แต่ก็ครอบครองพื้นที่กว้างใหญ่กว่าแผ่นดินจีนภายใต้การปกครองของราชวงศ์ซ่ง โดยครอบคลุมดินแดนของชนเผ่ามองโกล ชนเผ่าซีเซี่ย (西夏 ชนเผ่าทางตะวันตกเฉียงเหนือ) ดินแดนต้าหลี่ (大里- แถบมณฑลยูนนาน)  ดินแดนเกาหลี  และดินแดนที่เคยเป็นของอาณาจักรกิมและราชวงศ์ซ่งใต้ 
     ภายใต้การปกครองของราชวงศ์มองโกล ชาวหนี่ว์เจินที่อาศัยอยู่แถบลุ่มแม่น้ำฮวงโหและภาคเหนือของจีนได้กลมกลืนเข้ากับชาวมองโกลและชาวจีนฮั่น ชาวหนี่ว์เจินเหล่านี้มีจำนวนมากได้เปลี่ยนมาใช้แซ่แบบชาวจีนฮั่น  ส่วนที่ยังคงตั้งรกรากบนถิ่นฐานเดิมทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือก็ถอยร่นไปอยู่ในดินแดนที่ห่างไกลและกันดาร ดำรงชีวิตด้วยการเพาะปลูก ล่าสัตว์ บ้างก็ทำประมง โดยกระจายออกเป็นหลายกลุ่มอยู่ภายใต้การปกครองของมองโกลด้วยความจำยอม   
     ราชสำนักมองโกลได้จัดตั้งหน่วยปกครองในดินแดนทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็น 3 ระดับ (路 ,府,所) มีหน้าที่ปกครองกลุ่มชนต่างๆ ให้อยู่ภายใต้กฎระเบียบของทางการ จัดเก็บภาษี เกณฑ์แรงงานเข้าเป็นทหาร และรักษากฎข้อห้ามอย่างเคร่งครัด มาตรการเหล่านี้ดำเนินการอย่างเข้มงวดในช่วงต้นราชวงศ์ เพราะหลังจากล้มล้างอาณาจักรซ่งใต้ได้แล้ว ราชสำนักมองโกลก็ทำศึกขยายดินแดนออกไปมากขึ้นจึงต้องการกำลังพลและเสบียงเป็นจำนวนมาก ภาษีที่เก็บจากชนเผ่าหนี่ว์เจินส่วนใหญ่เป็นพืชผลเกษตร ธัญญาหาร ผ้าทอ หนังสัตว์  และอัญมณีบางชนิด สำหรับกฎข้อห้ามต่างๆ เช่น ห้ามบ่มสุรา ห้ามทำอุปกรณ์และเครื่องโลหะ  ห้ามรวมกลุ่มสร้างพวกพ้อง ฯลฯ  มีขึ้นก็เพื่อป้องกันการเป็นปรปักษ์กับทางการ 
     กล่าวโดยสรุป ประวัติศาสตร์จีนในสมัยที่ราชวงศ์ซ่งเหนือปกครองแผ่นดินจีน ทางเหนือมีแคว้นเหลียวคอยรุกราน มาในสมัยราชวงศ์ซ่งใต้ก็ต้องทำศึกกับอาณาจักรกิมที่ขึ้นมามีอำนาจแทนที่แคว้นเหลียวและพยายามแผ่อิทธิพลสู่ทางใต้ ต่อมาอาณาจักรกิมและราชวงศ์ซ่งของจีนก็ล่มสลายโดยดินแดนทั้งหมดตกอยู่ภายใต้การปกครองของชนเผ่ามองโกล แผ่นดินจีนจึงเข้าสู่ยุคของราชวงศ์หยวนหรือราชวงศ์มองโกล (ค.ศ.1206 – 1368) ชนเผ่ามองโกลเคยแผ่อิทธิพลไปถึงดินแดนเปอร์เซียและยุโรปตะวันออก กลายเป็นอาณาจักรที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ถึงแม้จะเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ ไม่กี่ทศวรรษก็ตาม ประวัติศาสตร์และสถานการณ์บ้านเมืองในช่วงที่ราชวงศ์ซ่งต้องเผชิญกับภัยคุกคามจากชนเผ่าทางตอนเหนือนี้เอง ที่ปรมาจารย์แห่งนวนิยายกำลังภายในนามว่า ‘กิมย้ง’ (金庸)  ได้หยิบยกมาเป็นภูมิหลังของการเขียนนวนิยายกำลังภายในอมตะเรื่อง ‘มังกรหยก’  

*ราชวงศ์ชิง 
     เมื่อสิ้นราชวงศ์ซ่ง ราชวงศ์มองโกลปกครองแผ่นดินจีนอยู่เกือบศตวรรษ (ค.ศ. 1279 – 1368) ก็ถูกชาวจีนฮั่นเจ้าของแผ่นดินขับไล่ออกจากดินแดนภาคกลาง ถอยร่นกลับไปยังทุ่งหญ้าทางตอนเหนือถิ่นฐานดั้งเดิมของตน แผ่นดินจีนจึงกลับเป็นของชาวจีนฮั่นอีกครั้งภายใต้การปกครองของราชวงศ์หมิงเป็นระยะเวลา 276 ปี (明朝 ค.ศ.1368 - 1644) ในขณะนั้นราชสำนักหมิงมองว่า ดินแดนทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งเป็นถิ่นฐานของชนเผ่าหนี่ว์เจินเป็นดินแดนนอกด่าน ส่วนชาวหนี่ว์เจินก็เป็นชนกลุ่มน้อย จึงไม่มีนโยบายปกครองดินแดนแถบนี้เสมือนเป็นส่วนหนึ่งของจีน ข้อบังคับและมาตรการที่ใช้จึงค่อนข้างผ่อนปรน โดยได้จัดตั้งหน่วยปกครองอย่างหลวมๆ ผู้นำของแต่ละกลุ่มยังคงปกครองดูแลพลเมืองของตน แต่ต้องส่งเครื่องบรรณาการแก่ราชสำนักหมิง เมื่อไม่ได้อยู่ภายใต้การปกครองของราชวงศ์หมิงอย่างเข้มงวด จึงเป็นโอกาสให้ชนเผ่าหนี่ว์เจินได้รวมตัวผนึกกำลังสร้างความแข็งแกร่งขึ้นอีกครั้ง ภายหลังจากที่หมดอำนาจตามการล่มสลายของอาณาจักรกิมเมื่อเกือบ 4 ศตวรรษก่อน 
     ชนเผ่าที่มีถิ่นฐานอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีนกลุ่มนี้ได้ยิ่งใหญ่อีกครั้งในศตวรรษที่ 17 โดยตั้งอาณาจักรกิม (大金国) ขึ้นใหม่ในปี ค.ศ. 1616  และครอบครองดินแดนทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน  ผู้ก่อตั้งอาณาจักรกิมครั้งนี้มีนามว่า ‘นู๋เอ่อฮาชื่อ’ (努尔哈赤) เป็นผู้นำของชนเผ่าหนี่ว์เจินกลุ่มเจี้ยนโจว  ขณะนั้นชนเผ่าหนี่ว์เจินแบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ กลุ่มเจี้ยนโจว (建州女真) กลุ่มไห่ซี (海西女真) กลุ่มตงไห่ (东海女真)  เมื่อนู๋เอ่อฮาชื่อสามารถรวมชนเผ่าหนี่ว์เจินเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และเห็นว่าแผ่นดินจีนภายใต้การปกครองของราชวงศ์หมิงกำลังอ่อนแอใกล้ถึงกาลเสื่อมถอย เขาจึงสถาปนาอาณาจักรกิมขึ้นและตั้งตนเป็นข่าน มีศูนย์กลางอำนาจอยู่ที่มณฑลเหลียวหนิง (辽宁) ในปัจจุบัน  ในประวัติศาสตร์จีนเรียกอาณาจักรกิมนี้ว่า โฮ่วจิน (后金 – อาณาจักรกิมยุคหลัง) 
     อาณาจักรกิมภายใต้การปกครองของนู๋เอ่อฮาชื่อค่อยๆ แข็งแกร่งยิ่งใหญ่ขึ้น จัดการปกครองโดยแบ่งกองทัพออกเป็น 8 กองธง แต่ละกองธงนอกจากควบคุมดูแลฝึกฝนทหารในสังกัดแล้ว ยังต้องดูแลรับผิดชอบพลเรือนและการเพาะปลูกภายในพื้นที่ของตนด้วย กองธงหนึ่งๆ จึงเป็นทั้งกองทัพและหน่วยปกครองไปในตัว  ปี ค.ศ. 1626 หวงไท่จี๋ (皇太极) สืบทอดตำแหน่งข่านต่อจากนู๋เอ่อฮาชื่อผู้เป็นบิดา ด้วยความสามารถของเขาได้นำพาอาณาจักรกิมขยายอิทธิพลไปจนถึงเขตแดนของชนเผ่ามองโกล และกระชับสายสัมพันธ์ของทั้งสองเผ่าด้วยวิธีการสมรสระหว่างกัน เขาได้รวบรวมชาวมองโกลบางส่วนเข้าเป็นทหารใน 8 กองธง ทำให้กองทัพของอาณาจักรกิมแข็งแกร่งน่าเกรงขามมากขึ้น  แม้แต่อาณาจักรเกาหลีก็ยังยำเกรงโดยยอมตัดสายสัมพันธ์กับราชสำนักหมิง เมื่ออาณาจักรกิมมีฐานกำลังและอิทธิพลกว้างขวางขึ้น ในปี ค.ศ. 1635 หวงไท่จี๋ก็ได้เปลี่ยนชื่อชนเผ่าหนี่ว์เจินเป็นชนเผ่าแมนจู (满洲 - หม่านโจว)  และปีถัดมาก็ตั้งตนเป็นกษัตริย์เปลี่ยนชื่ออาณาจักรกิมเป็นอาณาจักรต้าชิง (大清国) ชนเผ่าแมนจูในยุคหลังนี้มีเชื้อสายมองโกล  เกาหลี  และจีนฮั่นผสมอยู่ตามกาลเวลาและการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์  
     อาณาจักรกิมยุคหลังหรืออาณาจักรต้าชิงคอยคุกคามชายแดนของจีนอยู่ตลอดเกือบ 3 ทศวรรษ และทำศึกยืดเยื้อกับราชสำนักหมิงอยู่นานหลายสิบปี ในที่สุดก็บุกผ่านกำแพงเมืองจีนยึดครองแผ่นดินจีนภายใต้การปกครองของราชวงศ์หมิงได้สำเร็จในปี ค.ศ. 1644 ตั้งนครหลวงที่ปักกิ่ง และใช้พระราชวังของราชวงศ์หมิงเป็นพระราชวังของราชวงศ์ชิง (清朝- ราชวงศ์แมนจู) เพื่อเป็นศูนย์กลางการปกครอง ราชสำนักแมนจูใช้ระบบการปกครองและกฎหมายตามแบบของราชวงศ์หมิงเสียส่วนใหญ่ ปกครองแผ่นดินจีนยาวนานไปอีก 267 ปี (ค.ศ.1644 – 1911)  นับเป็นครั้งที่สองที่ชนเผ่าหนี่ว์เจินเรืองอำนาจอีกครั้งและเจริญรุ่งโรจน์ยิ่งกว่าครั้งก่อน 
     ชนเผ่าหนี่ว์เจินหรือชนเผ่าแมนจูเป็นชนกลุ่มน้อยที่มีรกรากอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน เมื่อเข้ามาปกครองแผ่นดินจีนอันกว้างใหญ่ที่เป็นถิ่นฐานของชาวจีนฮั่น จึงอยู่ในฐานะชนกลุ่มน้อยปกครองชนกลุ่มใหญ่ ขณะนั้นจีนมีประชากรราว 30 – 40 ล้านคน   เพื่อความมั่นคงทางการเมือง ราชสำนักแมนจูจึงดำเนินนโยบายบางประการที่เป็นการกดขี่ทางชนชั้น นั่นคือ ชาวแมนจูชั้นสูงเป็นผู้ควบคุมกองทัพและมีอภิสิทธิ์ทางการเมือง พร้อมทั้งผลักดันมาตรการให้ชาวจีนโกนหัวไว้หางเปีย แต่งกายแบบแมนจู และจำกัดขอบเขตของการใช้แรงงาน  นโยบายดังกล่าวได้เพิ่มความขัดแย้งระหว่างชนชั้นและชนต่างเผ่าในสังคม จนถึงสมัยของจักรพรรดิคังซี ( 康熙帝ครองราชระหว่างปี ค.ศ.1662 – 1722 ) พระองค์ได้ปรับปรุงการปกครองและกฎเกณฑ์ของราชสำนักแมนจูหลายอย่าง เพื่อลดความขัดแย้งระหว่างชาวแมนจูกับชาวจีนฮั่น แผ่นดินจีนภายใต้การปกครองของราชวงศ์แมนจูรุ่งเรืองและมีอิทธิพลแผ่ไพศาลที่สุดก็ในสมัยของพระองค์ ก่อนที่จะถูกชาติตะวันตกรุกราน แล้วมาล่มสลายในปี ค.ศ.1911 จากการปฏิวัติของ ดร.ซุนยัตเซ็น ต่อมาเมื่อพรรคคอมมิวนิสต์จีนสถาปนาประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนในปี ค.ศ. 1949  ทางการจีนกำหนดให้ใช้คำว่า 满族 (ชนเผ่าแมนจู)  แทนคำว่า满洲 (หม่านโจว)  หรือ 满洲族 (หม่านโจวจู๋)        

วัฒนธรรมชนเผ่าแมนจู  
     ในอดีตชนเผ่าแมนจูดำรงชีพด้วยการล่าสัตว์ตามป่าเขา ชำนาญการขี่ม้าและใช้เกาทัณฑ์ โดยจะหัดขี่ม้าและยิงธนูตั้งแต่ยังเด็ก เด็กชาวแมนจูทั้งชายหญิงจะโกนศีรษะ เหลือผมบางส่วนไว้ผูกเป็นเปียประบ่าทั้งสองข้าง พออายุ 16 ถือกันว่า เข้าสู่วัยผู้ใหญ่แล้วสามารถไว้เปียยาวได้  ส่วนหญิงสาวที่แต่งงานแล้วจะเกล้าผมขึ้นมวยยกสูงไว้ด้านหลังหรือยกเป็นปีกสองข้าง และประดับด้วยปิ่นผมหลากหลายรูปแบบ  
     ด้านเครื่องแต่งกายนั้น เนื่องจากดินแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีนมีอากาศหนาวเย็นมากกว่า 6 เดือนในรอบหนึ่งปี ชนเผ่าแมนจูซึ่งมีถิ่นฐานอยู่ในแถบนี้จึงสวมใส่เสื้อผ้าตัวหนายาวคลุมหัวเขาเพื่อให้ความอบอุ่น เรียกกันว่า ฉีจวง (旗装 หรือ 袍装 - กี่เพ้า)  ลักษณะของฉีจวง คอเสื้อทรงกลม สาบเสื้อกว้าง แขนเสื้อแคบ ชายเสื้อยาว และมีผ้าคาดเอว (สำหรับผู้ชาย)  ทั้งนี้เพื่อความคล่องตัวในการขี่ม้ายิงธนู เมื่อถึงสมัยราชวงศ์หมิง ชนเผ่าแมนจูได้รับวัฒนธรรมการแต่งกายของชาวจีนฮั่น จึงมีการประยุกต์ชุดฉีจวงเข้ากับชุดแต่งกายของชาวจีนฮั่น อันเป็นที่มาของชุดกี่เพ้าของจีนในปัจจุบัน  
     ชนเผ่าแมนจูไม่มีวัฒนธรรมรัดเท้าสตรี รองเท้าที่สวมใส่จะเป็นพื้นเรียบเพื่อความสะดวกคล่องตัวในการขี่ม้าและใช้ชีวิตในป่าเขา  แต่ภายหลังได้ประดิษฐ์รองเท้าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวขึ้น เรียกว่า ฉีเซีย (旗鞋 หรือ 高底鞋)  ตัวรองเท้าทำด้วยผ้าปักลวดลายหรือเครื่องประดับสวยงาม  พื้นรองเท้าทำด้วยไม้  ส้นร้องเท้าจะอยู่กึ่งกลางรองเท้าโดยมีทั้งที่เป็นทรงเกือกม้า (马蹄鞋 ) และทรงกระถางดอกไม้ (花盆鞋)  ฉีเซียทั้งสองชนิดนี้นิยมในกลุ่มหญิงชาวแมนจูชั้นสูง หรือสวมใส่ในงานพิธีสำคัญ  สำหรับหญิงชาวแมนจูทั่วไปหรือที่สูงวัยแล้วจะสวมแบบพื้นเรียบ                 สำหรับวันสำคัญและเทศกาลต่างๆ ของชนเผ่าแมนจูจะคล้ายคลึงกับของชาวจีนฮั่น เช่น มีเทศกาลตรุษจีน เทศกาลบัวลอย เทศกาลเช็งเม้ง เทศกาลไหว้พระจันทร์ และเทศกาลตวนอู่ (เทศกาลบ๊ะจ่าง) การละเล่นที่นิยมในงานเทศกาลเหล่านี้ ได้แก่ การชิงบอล การแข่งกระโดดขึ้นหลังม้าขณะม้ากำลังวิ่ง  การแข่งกระโดดขึ้นหลังอูฐ  และการแข่งไถลตัวบนน้ำแข็ง 
     อย่างไรก็ตาม ชนเผ่าแมนจูถือว่าเทศกาลปานจินเจีย (颁金节) ซึ่งตรงกับวันที่ 13 เดือนสิบตามจันทรคติเป็นวันสำคัญที่สุดสำหรับพวกเขา เพราะเป็นวันคล้ายวันก่อตั้งชนเผ่าแมนจู เนื่องจากในวันเดียวกันนี้เมื่อ 300 กว่าปีก่อน (ค.ศ.1635) หวงไท้จี๋ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์แมนจู และผู้นำชนเผ่าแมนจูในขณะนั้นได้ประกาศให้ใช้คำว่า แมนจู (满洲) แทนคำว่า หนี่ว์เจิน (女真)  เมื่อถึงเทศกาลดังกล่าว ชนเผ่าแมนจูจะจัดงานเฉลิมฉลองครั้งใหญ่ และพากันแต่งกายด้วยชุดประจำชนเผ่าร้องรำทำเพลงพื้นเมืองของตนอย่างครื้นเครง                       
     ปัจจุบัน จีนมีประชากรที่เป็นชนเผ่าแมนจูประมาณ 10.68 ล้านคน  ในจำนวนนี้ 51% อาศัยอยู่ในมณฑลเหลียวหนิง (辽宁省)  ส่วนที่เหลือกระจายอยู่ตามมณฑลต่างๆ  มณฑลที่มีชนเผ่าแมนจูอาศัยอยู่ค่อนข้างมาก (ประมาณการที่ 1 ล้านคน) ได้แก่ มณฑลจี๋หลิน  มณฑลเฮยหลงเจียง  มณฑลเหอเป่ย และเขตปกครองตนเองมองโกเลียใน  ส่วนมณฑลซานตง เขตปกครองตนเองซินเกียงอุยกูร์ และมณฑลอื่นๆ  ก็มีชนเผ่าแมนจูอาศัยอยู่แต่มีจำนวนไม่มาก     
     ชนเผ่าแมนจูในปัจจุบันส่วนใหญ่ใช้ภาษาจีนมาตรฐานและมีรูปแบบชีวิตผสมกลมกลืนกับชาวจีนทั่วไปตามสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลง มีจำนวนน้อยมากที่ยังพูดและเขียนภาษาแมนจูได้ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผู้สูงวัยที่อาศัยตามชนบทในภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือไม่ก็เป็นนักภาษาศาสตร์ที่ศึกษาด้านภาษาแมนจู ที่สำคัญกว่านั้นคือ เอกสารทางประวัติศาสตร์ในสมัยราชวงศ์แมนจู มีจำนวนมากที่ทางราชสำนักแมนจูบันทึกไว้เป็นภาษาแมนจู แต่ไม่ได้บันทึกเป็นภาษาจีน เช่น ข้อตกลง สนธิสัญญา และเอกสารลับบางอย่าง การอนุรักษ์ภาษาแมนจูจึงมีความสำคัญต่อการศึกษาประวัติศาสตร์จีนอย่างมาก
     ดังนั้น สถาบันการศึกษาหลายแห่ง เช่น มหาวิทยาลัยเฮยหลงเจียง (黑龙江大学)   มหาวิทยาลัยวิศวกรรมฮาร์บิน (哈尔滨工程大学)  และมหาวิทยาลัยประชาชนแห่งชาติจีน (中国人民大学)  จึงได้เปิดสอนภาษาและวัฒนธรรมแมนจู อีกทั้งยังจัดตั้งศูนย์ศึกษาวิจัยภาษาและวัฒนธรรมแมนจู เพื่อไม่ให้ภาษาและวัฒนธรรมของชนเผ่านี้สูญหายไปตามกาลเวลา นอกจากนี้ ทางการจีนยังได้จัดตั้งหมู่บ้านแมนจูซานเจียจื่อ (三家子满族村)  ที่อำเภอฟู่อวี้ (富裕县)  มณฑลเฮียหลงเจีย  เพื่อเป็นหมู่บ้านอนุรักษ์วัฒนธรรมแมนจูแห่งแรกของจีน                      

*********************************************

Last modified onวันศุกร์, 02 กันยายน 2559 16:07