นครซีอาน (西安) และกำเนิดของเส้นทางสายไหม

     ทำไมรายการท่องเที่ยวตามรอยเส้นทางสายไหม  มักจะเริ่มต้นที่นครซีอาน ?  สุสานทหารและม้าดินเผา (兵马俑) ของจิ๋นซีฮ่องเต้อาจไม่เกี่ยวข้องกับเส้นทางสายไหมโดยตรง แต่นครซีอานเกี่ยวข้องกับเส้นทางสายไหมในฐานะที่เป็นจุดเริ่มต้น  นักท่องเที่ยวที่ไปตามรอยเส้นทางสายไหมจึงพลอยได้ชมกองทัพและม้าดินเผาในนครซีอานเป็นของแถมด้วย 

     นครซีอาน ในอดีตมีชื่อว่า ‘ฉางอาน’ (长安) ซึ่งหมายถึง ‘สันติสุขชั่วกาลนาน’  ฉางอานเป็นราชธานีของจีนมาแต่โบราณ นับย้อนกลับไปก็เป็นเวลากว่าสองพันปีแล้ว  นั่นคือ นับตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันตก ( 西汉- ซีอั่น หรือที่เรียกกันว่า ไซ่ฮั่น ) ซึ่งเป็นช่วงยุคต้นของราชวงศ์ฮั่น หรือเมื่อ 206 ปีก่อนคริสตกาล ( 206 B.C. ) 
     
     แต่หากจะย้อนไปไกลกว่านั้น ในปริมณฑลใกล้นครซีอานในปัจจุบันเคยเป็นราชธานีของราชวงศ์และแว่นแคว้นต่างๆ มาตั้งแต่สมัยราชวงศ์โจวตะวันตก (西周 ) หรือราว 1,100 ปีก่อนคริสตกาล ( 1,100 B.C. )  สมัยนั้นเรียกกันว่า ฮ่าวจิง (镐京)  ก่อนที่จะใช้ชื่อว่า ‘ฉางอาน’ กระทั่งมาถึง 771 ปี ก่อนคริสตกาล  ( 771 B.C. ) กษัตริย์องค์สุดท้ายของราชวงศ์โจวตะวันตก ทรงพระนามว่า โจวอิวหวาง (周幽王) เป็นทรราช จึงถูกผู้ปกครองเมืองเซิน (申侯) ร่วมกับพวกคนเถื่อนทางทิศตะวันตก ยกทัพเข้าตีจนแตกพ่ายกระทั่งเอาชีวิตไม่รอดในที่สุด เมื่อเหตุการณ์สงบ กษัตริย์ที่ครองราชย์สืบต่อมีพระนามว่า โจวผิงหวาง (周平王) พระองค์ได้ย้ายราชธานีไปยังเมืองลั่วอี้ (洛邑) ซึ่งอยู่ทางตะวันออก ปัจจุบันก็คือนครลั่วหยาง (洛阳)  ประวัติศาสตร์จีนเรียกราชวงศ์โจวในยุคหลังนี้ว่า ราชวงศ์โจวตะวันออก  (东周 – ตงโจว ) 

     จีนเป็นประเทศที่มีอารยะธรรมในระดับสูงมาแต่โบราณกาล แต่ทัศนะความคิดในสมัยแรกเริ่มยังค่อนข้างคับแคบ โดยเข้าใจว่า ตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล จึงเรียกดินแดนของตนว่า ‘จงเยวี๋ยน’ (中原) หรือ ‘จงหยวน’ และทึกทักเอาว่า อาณาเขตรอบๆ ประเทศของตนเป็นดินแดนป่าเถื่อน

     อันที่จริง ชาวจีนในสมัยนั้นมีความเข้าใจเช่นนี้ก็ไม่ผิดเสียทั้งหมด เพราะนอกจากพวกคนเถื่อนทางภาคตะวันตก ซึ่งเรียกกันรวมๆ ว่า พวก ‘หยง’ (戎)  เช่น พวกเฉวี่ยนหยง (犬戎) ที่ฉวยโอกาสผสมโรงเข้ามาตีเมืองฮ่าวจิงในสมัยโจวอิวหวางแล้ว  ยังมีอนารยชนแดนเถื่อนอีกพวกหนึ่งซึ่งอยู่ทางเหนือ เป็นพวกเลี้ยงสัตว์เร่ร่อน ขี่ม้าเก่ง เคลื่อนที่เร็ว  เรียกกันว่า  พวก ‘ซงหนู’ (匈奴) 

     พวกซงหนูได้เข้ามาตีชิงวิ่งราวทรัพย์สินเงินทอง ข้าวปลาอาหารและสัตว์เลี้ยง ไม่เว้นกระทั่งลูกเมียของชาวฮั่น ( ชาวจีน ) อยู่เนืองๆ  ในสมัยจ้านกั๋ว (战国 - สมัยสงครามระหว่างรัฐ ประมาณ 402-245 ปีก่อนคริสตกาล ) รัฐฉิน รัฐจ้าวและรัฐเอียน (秦、赵、燕) ซึ่งมีอาณาเขตชิดใกล้กับพวกซงหนูและคนเถื่อนเผ่าอื่นๆ ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือจึงต้องสร้างกำแพงเมือง เพื่อสกัดการรุกล้ำอธิปไตยของพวกคนเถื่อนที่ไร้กฎกติกา  จวบจน 221 ปีก่อนคริสตกาล  ( 221 B.C. )  รัฐฉินสามารถปราบปรามรัฐต่างๆ ได้ราบคาบจนรวมแผ่นดินจีนเป็นหนึ่งเดียวได้สำเร็จ และได้สถาปนาราชวงศ์ฉินขึ้น  จิ๋นซีฮ่องเต้ (秦始皇) ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ฉินก็ได้ผู้เชื่อมต่อและสร้างเติมกำแพงจนกลายเป็นกำแพงเมืองจีนอันลือลั่น กระทั่งคนส่วนใหญ่เข้าใจว่าพระองค์เป็นผู้ริเริ่มสร้างกำแพงเมืองจีน จุดประสงค์หลักของกำแพงเมืองจีนตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นรัฐเล็กรัฐน้อยจนต่อเชื่อมเป็นกำแพงหมื่นลี้ในกาลต่อมา ก็เพื่อป้องกันภัยการโจมตีของพวกซงหนู (匈奴) เป็นสำคัญ

     จิ๋นซีฮ่องเต้ทรงเลือกเมืองเสียนหยาง (咸阳) ซึ่งอยู่ทางทิศเหนือของนครซีอานในปัจจุบันเป็นราชธานี แต่เมื่ออาณาจักรของพระองค์ล่มสลาย  หลิวปัง ( 刘邦 – เล่าปัง ) ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ฮั่นซึ่งเป็นราชวงศ์ต่อจากราชวงศ์ฉิน ก็ทรงเลือกฉางอานเป็นราชธานี  นับจากนั้นมา ฉางอานก็เป็นราชธานีของอีกสิบกว่าราชวงศ์ในเวลาต่อมา ตำแหน่งที่ตั้งและขนาดของตัวเมืองอาจแตกต่างกันตามกาลสมัย จนบางครั้งบันทึกของจีนก็ยังถือว่า เมืองฮ่าวจิง (镐京) และเมืองเสียนหยาง (咸阳) เป็นเมืองในปริมณฑลเดียวกันกับฉางอาน โดยเรียกรวมว่า ซีตู (西都)  หมายถึง นครหลวงทางตะวันตก และเป็นเมืองคู่กันกับเมื่องลั่วอี้หรือลั่วหยาง ซึ่งเรียกกันว่า ตงตู (东都)  หมายถึง นครหลวงทางตะวันออก

     ต้นรัชสมัยของกษัตริย์ฮั่นเกาจู่ (汉高祖 นามเดิมว่า เล่าปัง ) พวกคนเถื่อนซงหนูปล้นสะดมชาวฮั่นอย่างหนัก พระองค์จึงต้องบัญชาการรบ ออกกำราบพวกซงหนูด้วยตัวเองเมื่อ 201 ปีก่อนคริสตกาล ( 201 B.C. ) ปรากฏว่า พลาดท่าถูกพวกซงหนูปิดล้อมอยู่เจ็ดวันเจ็ดคืนจนแทบจะเอาชีวิตไม่รอด ในที่สุดทางราชสำนักจำต้องประนีประนอมกับอันธพาลซงหนู อีกทั้งดำเนินนโยบาย ‘เหอชิน’ (和亲) คือ การเจรจาสงบศึกและคัดเลือกลูกท่านหลานเธอที่หน้าตาดี อุปโลกน์แต่งตั้งให้เป็นเจ้าหญิง แล้วจึงจัดให้แต่งงานกับฉานหวี (单于) ผู้เป็นประมุขหรือหัวหน้าเผ่าของซงหนู  นัยว่าเมื่อเป็นทองแผ่นเดียวกันแล้วย่อมจะไม่รุกรานซึ่งกัน  สันติสุขก็จะตามมา

     แต่กาลกลับมิเป็นเช่นนั้น พวกซงหนูยังคงสร้างความรำคาญใจอยู่ไม่ขาด บางทีก็เรียกเอาทรัพย์สินเงินทองเพิ่มขึ้นจากราชสำนักตามอำเภอใจ และเรียกร้องสาวงามระดับเจ้าหญิงไปเป็นภรรยาอยู่เป็นประจำ สร้างความอดสูและเจ็บแค้นให้กับราชสำนักฮั่นเป็นอย่างมาก แต่ก็จำทนเพราะรู้ว่าไม่อาจต่อกรกับพวกซงหนูได้

     จนกระทั่งถึงกษัตริย์องค์ที่ 5 แห่งราชวงศ์ฮั่น พระนามว่า ฮั่นอู่ตี้  (汉武帝)  พระองค์ขึ้นครองราชย์เมื่อ 141 ปีก่อนคริสตกาล( 141 B.C. ) ทรงเป็นกษัตริย์หนุ่มที่ปรีชาสามารถและมีความพิริยะที่จะลบความอัปยศของราชวงศ์ฮั่นที่ต้องตกเป็นเบี้ยล่างของพวกคนเถื่อนซงหนูมาเป็นเวลานาน พระองค์ทรงทราบจากอำมาตย์ที่ไว้ใจ และจากชาวซงหนูบางคนที่มาสวามิภักดิ์กับทางราชสำนักว่า ไกลออกไปทางทิศตะวันตกของนครฉางอาน เคยมีชนเผ่าอยู่เผ่าหนึ่ง มีชื่อเรียกว่า เอวี้ยจือ (月氏) ถูกพวกซงหนูโจมตีจนสิ้นชาติ แม้ประมุขหรือกษัตริย์ของเผ่าเอวี้ยจือก็ถูกหลู่เกียรติ ด้วยการถูกตัดหัวแล้วเอากะโหลกศีรษะไปทำจอกเหล้า  ดังนั้น สำหรับพวกเอวี้ยจือแล้ว ซงหนูคือศัตรูที่มิอาจอยู่ร่วมโลกกันได้ พวกเอวี้ยจือที่ยังมีชีวิตอยู่ส่วนใหญ่ได้อพยพไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือไกลออกไป หากราชสำนักฮั่นสามารถเจรจาให้เอวี้ยจือเป็นแนวร่วมช่วยกันกระหนาบตีพวกซงหนูทั้งสองด้าน  พวกซงหนูก็คงยากจะรับมือได้

     จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ได้สดับฟังก็เกิดความทะเยอทะยานที่จะกำหราบพวกซงหนูเพื่อเป็นการล้างอาย อีกทั้งยังเป็นการแก้ไขปัญหาการถูกรุกรานชายแดนทางเหนืออย่างถาวร เรียกได้ว่า ยิงทีเดียวได้นกสองตัว จึงรับสั่งให้ประกาศหาอาสาสมัครที่จะเป็นราชทูตไปติดต่อกับพวกเอวี้ยจือยังดินแดนไกลโพ้น ในสมัยนั้นชาวฮั่นหรือชาวจีนซึ่งลงหลักปักฐานตั้งรกรากมานานแล้ว แทบจะนึกไม่ออกว่าผู้คนและดินแดนไกลออกไปจะมีสภาพเช่นใด  การประกาศหาอาสาสมัครในคราวนั้นจึงไม่มีขุนนางคนใดกล้าอาสาแม้แต่คนเดียว

      แต่แล้วก็มีผู้หาญกล้านามว่า ‘จางเชียน’ (张骞) อาสารับพระราชโองการเพื่องานสำคัญในครั้งนั้น จางเชียนเป็นเพียงข้าราชกาลชั้นผู้น้อย ชาติกำเนิดก็ต้อยต่ำ แต่มีวิญญาณของนักผจญภัย และมีความกล้าหาญเหลือจะบรรยาย ความกล้าหาญของจางเชียนแม้กาลเวลาได้ล่วงเลยมาสองพันกว่าปีแล้ว และคงหาใครหรือหาหลักฐานมายืนยันได้ยาก  แต่อย่างน้อยหากพิจารณาในแง่มุมที่ว่า ขณะนั้นพวกซงหนูมีอิทธิพลอย่างมากตลอดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคตะวันตกของจีน แค่การเดินทางผ่านเขตแดนในอิทธิพลของซงหนูเพื่อไปติดต่อกับพวกเอวี้ยจือก็ยากจะเล็ดรอดหูตาของพวกเขาไปได้ พูดได้ว่าโอกาสสำเร็จน่าจะมีน้อยกว่าหนึ่งในร้อย แต่จางเชียนก็ยังขันอาสารับงานชิ้นนี้   คนอย่างเขาหากเป็นสมัยนี้บางคนอาจหาว่าเพี้ยนหรือบ้าด้วยซ้ำ

      จางเชียนได้ชาวซงหนูคนหนึ่งนามว่า ‘ถังอี้ฟู่’ (堂邑父) เป็นผู้นำทาง คณะทูตของจางเชียนทั้งคณะรวมแล้วมีร้อยกว่าชีวิต ราชสำนักฮั่นจะไปเจริญสัมพันธไมตรีทั้งที่คงไม่ไปแบบเรียบง่าย ต้องภูมิฐานโอ่อ่าเข้าไว้ ซึ่งเป็นเรื่องเข้าใจได้ยากว่า คาราวานผู้คนและพาหนะม้ามากมายขนาดนั้น จางเชียนกับคณะของเขายังจะหวังให้พวกคนเถื่อนซงหนูปล่อยให้เดินพาเหรดไปตลอดเส้นทางเทียบปัจจุบันเป็นพันๆ  กิโลเมตรได้อย่างไร  

     รัชศกเจี้ยนเยวี๋ยนที่สาม (建元三年หรือ 138 ปีก่อนคริสตกาล) จางเชียนและคณะออกเดินทางจากเมืองหล่งซี (陇西) ทางทิศตะวันตกของนครฉางอาน  ไม่นานก็ลุเข้าเขตเหอซี (河西) แต่ถูกซงหนูสกัดจับได้ทั้งคณะ ซึ่งไม่ใช้เรื่องน่าแปลกแต่ประการใด ที่แปลกก็คือ พวกซงหนูไม่ได้ทำอันตรายจางเชียน เพียงแต่กักตัวไว้ แถมแต่งเมียชาวซงหนูให้ นี่ย่อมเป็นหลักฐานอ้างอิงได้ว่า จางเชียนคงแสดงความกล้าหาญองอาจเป็นที่ประทับใจของหัวหน้าเผ่าซงหนู จนพวกซงหนูจอมโหดก็ยังรู้สึกเสียดายหากจะฆ่าทิ้งเสียเปล่าๆ เลยใช้วิธีเกลี้ยกล่อมไว้เป็นพวกโดยแต่งเมียให้มีครอบครัวอยู่กับพวกซงหนูเสียเลย

     แต่จางเชียนก็ไม่เคยลืมภารกิจที่ได้รับมอบหมายจึงคิดหาทางที่จะหนีจากพวกซงหนูอยู่ตลอดเวลา เขาถูกกักตัวอยู่นานกว่าสิบปีถึงหนีได้สำเร็จ จางเชียนกับสมุนคู่ใจหนีจากพวกซงหนูจนกระทั่งถึงเมืองต้าเอวียน (大宛 ปัจจุบันคือเมืองเฟอร์กาน่า ประเทศอุซเบกิสถาน) เจ้าเมืองต้าเอวียนให้การช่วยเหลือเป็นอย่างดี โดยให้ผู้นำทางพาไปส่งยังเมืองคังจวี (康居) แล้วจากเมืองคังจวีมีคนพาไปส่งต่อยังเมืองเอวี้ยจืออีกทีหนึ่ง ในเวลานั้น พวกเอวี้ยจือพยายามเข้าครอบครองดินแดนต้าเซี่ย (大夏 -- แบกเตรีย ปัจจุบันอยู่ทางตอนเหนือของประเทศอัฟกานิสถาน) และได้เปลี่ยนชื่อเป็นต้าเอวี้ยจือ (大月氏) แต่จางเชียนประกอบภารกิจไม่สำเร็จ เนื่องจากต้าเอวี้ยจือมีความสงบสุขดีแล้ว ไม่ต้องการทำสงครามกับซงหนูอีก จางเชียงพูดหว่านล้อมอยู่เป็นปีก็ไม่ได้ผลจึงจำใจเดินทางกลับแผ่นดินจีน ระหว่างทางก็ถูกซงหนูจับตัวไปกักขังอีกร่วมปี  ในที่สุดก็สามารถหนีรอดออกมาได้อีกครั้งและกลับถึงนครฉางอานเมื่อ 126 ปีก่อนคริสตกาล ( 126 B.C. ) รวมระยะเวลาที่ต้องผจญภัยในต่างแดนทั้งสิ้นถึง 13  ปี

     แม้ภารกิจการหาแนวร่วมมาช่วยรบจะล้มเหลว แต่จางเชียนก็กลับมาพร้อมกับเรื่องราวและข้อมูลต่างๆ มากมายเกี่ยวกับดินแดนตะวันตก อันเป็นการเปิดโลกทัศน์ใหม่ให้แก่จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ (汉武帝) และขุนนางชั้นผู้ใหญ่ของราชวงศ์ฮั่น ประวัติศาสตร์จีนจึงถือการเดินทางไปดินแดนตะวันตกและการผจญภัยของจางเชียนเป็นจุดกำเนิดของเส้นทางสายไหม 

     119 ปีก่อนคริสตกาล ( 119 B.C. ) หรือตรงกับปี พ.ศ. 424  จางเชียนถวายความเห็นต่อจักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ให้ผูกสัมพันธ์กับพวกอูซุน (乌孙) ซึ่งขณะนั้นเป็นลูกไล่ของพวกซงหนู ด้วยว่าหากจีบพวกอูซุนมาเป็นพวกได้สำเร็จก็เท่ากับได้ตัดกำลังปีกขวาของพวกซงหนู และอาจจะได้เมืองใกล้เคียงอีกหลายเมืองมาเป็นพันธมิตรด้วย นับเป็นกลยุทธ์ที่จะกระหน่ำพวกซงหนูให้อยู่หมัด เห็นได้ว่าวัตถุประสงค์หลักใหญ่ยังคงต้องการปราบปรามพวกซงหนู 

     แน่นอนที่สุด ราชสำนักฮั่นจะเชื่อมสัมพันธ์ทั้งทีย่อมต้องสมฐานะและศักดิ์ศรี คณะทูตของจางเชียนออกเดินทางพร้อมด้วยวัว ควาย แพะ และแกะนับหมื่นตัว รวมทั้งเครื่องทอและแพรพรรณมากมาย เพื่อเป็นของขวัญของกำนัลให้แก่กษัตริย์ของอูซุน หลังจากได้เข้าเฝ้าแล้ว กษัตริย์ของอูซุนปราบปลื้มยินดีนัก แต่พระองค์ยังไม่กล้าตัดสินพระทัยเป็นพันธมิตรร่วมรบกับราชสำนักฮั่นด้วยยังเกรงกลัวอิทธิพลของซงหนู จางเชียนพยายามเกลี้ยกล่อมอย่างหนัก ในขณะเดียวกันก็ให้ผู้ช่วยเดินทางไปสร้างสัมพันธ์กับชนเผ่าอื่นๆ เช่น ชนเผ่าต้าเอวียน  (大宛)  ชนเผ่าคังจวี (康居)  ชนเผ่าต้าเอวี้ยจือ (大月氏)  ชนเผ่าต้าเซี่ย (大夏)  ชนเผ่าอันสี (安息) และชนเผ่าเซินตู๋ (身毒)  ฯลฯ ปรากฏว่า ภารกิจในการชักชวนเมืองต่างๆ ให้มาร่วมโจมตีพวกซงหนูก็ล้มเหลวอีกครั้งหนึ่ง แต่กลับประสบความสำเร็จในด้านการเชื่อมสัมพันธ์ไมตรีและการแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรม

     กษัตริย์แห่งอูซุนถึงขนาดให้คณะทูตตามมาส่งจางเชียนถึงนครฉางอานเมื่อ 115 ปีก่อนคริสตกาล เพราะอยากมาดูนครหลวงฉางอานของจีนให้เห็นกับตา พร้อมกับถวายเครื่องบรรณาการตอบแทนจักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ หลังจากนั้น คณะทูตผู้ช่วยของจางเชียนก็ทยอยกันกลับจากเมืองต่างๆ ทางดินแดนตะวันตก พร้อมกับผู้แทนและของกำนัลแปลกๆ จากแดนไกล  เส้นทางสายไหมจึงมีจุดกำเนิดด้วยประการเช่นนี้

บทความโดย..  เหล่าตั๊ง