ชิงหมิงซ่างเหอถู-จิตรกรรมที่สะท้อนความเจริญรุ่งเรืองยุคราชวงศ์ซ่ง

ชิงหมิงซ่างเหอถู-จิตรกรรมที่สะท้อนความเจริญรุ่งเรืองยุคราชวงศ์ซ่ง ชิงหมิงซ่างเหอถู-จิตรกรรมที่สะท้อนความเจริญรุ่งเรืองยุคราชวงศ์ซ่ง

     คำว่า “ชิงหมิง” (清明) ชาวจีนแต้จิ๋วอ่านออกเสียงว่า “เช็งเม้ง” พร้อมกับทึกทักเอาว่า กำลังพูดถึงพิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษที่สุสานหรือหลุมฝังศพในช่วงเทศกาลเช็งเม้ง (清明节) ซึ่งคนจีนและคนไทยเชื้อสายจีนยังคงถือปฏิบัติกันในราวกลางเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายนของทุกปี

    ชิงหมิงหรือเช็งเม้งไม่ได้หมายถึงเทศกาลแห่งการไปคำนับที่ฝังศพของบรรพชนเท่านั้น แต่ยังหมายถึงฤดูกาลอีกด้วย วัฒนธรรมของจีนแต่โบราณได้แบ่งฤดูกาลในหนึ่งปีออกเป็น 24 คาบเวลา หรือเฉลี่ยเดือนละสองคาบ (หรือสองปักษ์) เรียกคาบเวลาเหล่านี้ว่า “เจี๋ยชี่” (节气) ส่วนเทศกาลต่างๆ เรียกว่า “เจี๋ยยื่อ” (节日) ในจำนวนคาบเวลาของฤดูกาล มีอยู่ 2 คาบที่ชื่อเรียกตรงกับชื่อเทศกาล ได้แก่ คาบเวลา “ชิงหมิง” (清明) และคาบเวลา “ตงจื้อ” (冬至) 

     ประเทศที่ตั้งอยู่เหนือเส้นศูนย์สูตรในโลกใบนี้ ส่วนใหญ่มี 4 ฤดูในรอบหนึ่งปี เริ่มจากฤดูใบไม้ผลิ แล้วต่อด้วยฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาว หมุนเวียนไปเรื่อยๆ ชาวจีนแต่โบราณถือว่า ฤดูหนาวสิ้นสุดลงในราวต้นเดือนกุมภาพันธ์ จากนั้นก็จะย่างเข้าสู่วสันตฤดูหรือฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งมีคาบเวลาจำนวน 6 คาบ ลำดับตามชื่อเรียกต่อไปนี้คือ ลี่ชุน อวี๋สุ่ย จิงเจ๋อ ชุนเฟิน ชิงหมิง และกู๋อวี่ (立春、雨水、惊蛰、春分、清明、榖雨) รวมกินเวลายาวนานประมาณสามเดือน 

    “ลี่ชุน” ชาวแต้จิ๋วเรียก “หลิบชุง” เริ่มต้นในราววันที่ 4-5 เดือนกุมภาพันธ์ และแม้ว่าจะย่างเข้าฤดูใบไม้ผลิแล้ว แต่อากาศยังคงหนาวเหน็บอยู่ ต่อเมื่ออวี๋สุ่ย จิงเจ๋อ และชุนเฟินผ่านพ้นไป ก็จะย่างเข้าคาบเวลาที่ห้า นั่นคือ “ชิงหมิง” หรือเช็งเม้งในสำเนียงแต้จิ๋ว ซึ่งเริ่มต้นในราววันที่ 4-6 เดือนเมษายนของทุกปี ถึงเวลานี้ความหนาวเย็นปลาสนาการไปแล้ว สรรพสิ่งกลับคืนสู่ความมีชีวิตชีวาอีกครั้ง ไม้ดอกก็ผลิดอก ไม้ผลก็ออกผล ผู้คนก็ออกเที่ยวเตร่แสวงหาความสำราญ อีกทั้งเดินทางไปมาหาสู่กัน 

    ภาพของผู้คนที่เดินทางสัญจรและภาพการดำเนินชีวิตในช่วงอากาศเป็นใจ รวมทั้งภาพของชาวเมืองที่กลับจากการไหว้บรรพบุรุษตามประเพณีวันเช็งเม้งในสมัยราชวงศ์ซ่ง ถูกถ่ายทอดลงเป็นภาพเขียนอันวิจิตรเกินคำบรรยาย ภาพดังกล่าวมีชื่อว่า “ชิงหมิงซ่างเหอถู” (清明上河图) แปลได้ความว่า ภาพบรรยากาศบนฝั่งแม่น้ำในยามชิงหมิง ภาพที่ว่านี้มีความกว้าง 24.8 เซนติเมตร แต่มีความยาวมากกว่าหลายเท่าตัว คือ ยาวถึง 5 เมตรกับอีก 28.7 เซนติเมตร ถึงกระนั้น ก็ยังมีนักวิชาการสันนิษฐานว่า ภาพเขียนเดิมน่าจะมีความยาวมากกว่านี้ ทั้งยังให้ความเห็นว่า กษัตริย์ซ่งฮุยจง (宋徽宗) แห่งปลายราชวงศ์ซ่งเหนือ (北宋) ซึ่งเป็นคนแรกที่ได้ครอบครองภาพเขียนดังกล่าว และได้ขนานนามภาพนี้ว่า “ชิงหมิงซ่างเหอถู” พระองค์คงได้ลงลายพระหัตถ์ด้วยอักษรที่เป็นเอกลักษณ์ของพระองค์เอง (อักษรโซ่วจินถี่ 瘦金体) อีกทั้งควรจะมีตราประทับของพระองค์ที่เรียกว่า “ซวงหลงเสี่ยวอิ้น” (双龙小印) ซึ่งเป็นเครื่องหมายบ่งบอกว่าเป็นของสะสมส่วนพระองค์ แต่ปัจจุบันสิ่งที่เป็นหลักฐานสำคัญเหล่านี้ ไม่สามารถพบเห็นบนภาพเขียนนี้ได้อีกแล้ว ผู้เชี่ยวชาญจึงสันนิษฐานว่า ภาพบางส่วนอาจเสียหายตามกาลเวลา และถูกตัดทิ้งไปโดยเจ้าของมากหน้าหลายตาที่ได้ผลัดเปลี่ยนกันครอบครอง หรือส่วนที่มีลายพระหัตถ์และตราประทับของกษัตริย์ซ่งฮุยจงอาจมีราคาเย้ายวนใจผู้ครอบครองคนใดคนหนึ่ง ที่ยึดมั่นพระเจ้าและเงินตรามากกว่าคุณค่าทางศิลปะ จึงตัดสินใจตัดภาพบางส่วนขายไปก็เป็นได้ เป็นอุทาหรณ์ว่าไม่มีอะไรที่จีรังยั่งยืน

    แล้วใครล่ะ เป็นผู้เขียนภาพอันวิจิตรที่ว่านี้ ? 

    จิตรกรผู้รังสรรค์ภาพเขียน “ชิงหมิงซ่างเหอถู” นี้ มีนามกรว่าจางเจ๋อตวน (张择端) มีชีวิตอยู่ในช่วงปี ค.ศ. 1085 - 1145 รับราชการเป็นจิตรกรในราชสำนักช่วงปลายราชวงศ์ซ่งเหนือ จางเจ๋อตวนได้บรรจงวาดภาพ “ชิงหมิงซ่างเหอถู” ราวกับเทวดานฤมิต ภาพดังกล่าวนี้ นอกจากมีความงดงามทางศิลปะเป็นเลิศแล้ว ยังมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์อย่างยากจะหาใดเปรียบ เนื่องจากภาพเขียนนี้จำลองภาพของตัวเมือง ชุมชนและสภาพแวดล้อมของนครเปี้ยนเหลียง (汴梁) หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่านครเปี้ยนจิง (汴京) ซึ่งเป็นเมืองหลวงของราชวงศ์ซ่งเหนือในขณะนั้น (ปัจจุบันคือ เมืองไคเฟิง 开封) เขาได้ใช้ภาพบรรยายฤดูกาลและเทศกาล “ชิงหมิง” หรือ “เช็งเม้ง” ในนครเปี้ยนจิงไว้อย่างมีชีวิตชีวา อีกทั้งแต่งแต้มให้เห็นว่า นครแห่งนี้ในยามนั้นมีความคึกคักโกลาหลขนาดไหน ผู้นิยมและสนใจศึกษาภาพเขียนดังกล่าว ส่วนหนึ่งเคยนับรายละเอียดในภาพได้ว่า มีภาพของผู้คนมากถึง 684 คน สัตว์เลี้ยง 96 ตัว บ้านเรือนน้อยใหญ่ 122 หลัง สะพาน 8 แห่ง เรืออีก 25 ลำ และต้นไม้ใหญ่น้อยอีก 124 ต้น แต่บางคนนับไปนับมา นับได้ผู้คนมากเป็นจำนวนพันก็มี

     หากพินิจพิจารณาภาพนี้โดยละเอียด อาจแบ่งภาพออกเป็นสามส่วน 

     ส่วนที่หนึ่ง คือ ส่วนขวาสุดของภาพ ถือเป็นการเปิดฉากความอลังการของภาพนี้ สามารถแลเห็นบรรยากาศท้องทุ่งนอกนครเปี้ยนเหลียง มีชาวบ้านกำลังทำไร่ไถนา หมู่ต้นหลิวกำลังผลิใบอ่อน ให้ความรู้สึกถึงฤดูกาลที่แม้จะยังหนาวเย็น แต่ความอบอุ่นแห่งวสันตฤดูกำลังมาเยือน บนถนนยังสังเกตเห็นเกี้ยวหลังหนึ่ง หลังคาเกี้ยวประดับด้วยกิ่งหลิวและดอกไม้นานาพันธุ์ ด้านในมีสตรีผู้สูงศักดิ์นั่งอยู่ ด้านหลังมีคนขี่ม้าติดตาม พร้อมกับมีคนแบกหามข้าวของ สื่อให้เห็นถึงการเดินทางกลับจากการไปไหว้บรรพบุรุษของครอบครัวที่มีอันจะกิน นับเป็นความประทับใจฉากแรกของภาพเขียนภาพนี้

     ส่วนที่สอง คือ ส่วนที่มีสะพานโค้งและท่าน้ำเปี้ยนเหอ (汴河码头) เป็นศูนย์กลาง มีผู้คนมากหน้าหลายตาในอิริยาบถต่างๆ กำลังโอภาปราศรัยกันอย่างโกลาหล ทั้งบริเวณหัวถนนและบนสะพานล้วนดาษดื่นไปด้วยหาบเร่แผงลอย สะพานแห่งนี้โครงสร้างทำด้วยไม้ มีลักษณะโค้ง (拱形桥) ไม่มีเสาค้ำ ทำให้สามารถแล่นเรือลอดผ่านได้สะดวก จิตรกรจางเจ๋อตวนไม่ได้วาดรูปสะพานด้วยจินตนาการ หากแต่มีสะพานลักษณะนี้จริงในสมัยนั้น เพราะมีคนสมัยราชวงศ์ซ่งนามว่าเมิ่งหยวนเหล่า (孟元老) ได้เขียนหนังสือชื่อ “ตงจิงเมิ่งหัวลู่” 《东京梦华录》บันทึกรายละเอียดของสะพานไว้ชัดเจน และเนื่องจากสะพานเส้นนี้โค้งดั่งรุ้งกินน้ำ (彩虹) จึงมักถูกขนานนามว่า “สะพานสายรุ้ง” (虹桥) หากแต่มีผู้เชี่ยวชาญให้ข้อสังเกตอีกว่า สะพานโค้งลักษณะนี้ในนครเปี้ยนเหลียงหรือเปี้ยนจิงสมัยนั้น มีอยู่ 3 แห่งด้วยกัน คือ สะพานหงเฉียว (虹桥) สะพานซ่างถู่เฉียว (上土桥) และสะพานเซี่ยถู่เฉียว (下土桥) เมื่อดูจากสภาพแวดล้อมของตัวสะพาน สะพานที่ปรากฏบนภาพวาดนี้ น่าจะเป็นสะพานซ่างถู่เฉียวมากกว่า 

     ส่วนที่สาม คือ ส่วนที่มีกำแพงเมืองเป็นศูนย์กลาง สองข้างทางเรียงรายไปด้วยร้านรวงต่างสาขาต่างอาชีพ เช่น ร้านน้ำชา ร้านขายเหล้า ร้านขายเนื้อสัตว์ ร้านขายผ้าไหมแพรพรรณ ร้านขายยา อู่ซ่อมเกวียนและรถลากจูง อีกทั้งยังมีจุดให้บริการเสริมสวย ดูโชคชะตาราศี ขายเครื่องกระดาษไหว้เจ้า เพชรพลอยหินมีค่า และเครื่องหอม เป็นต้น นอกจากนี้ก็มีศาลเจ้าให้ผู้คนได้สักการะบูชา ภาพความเจริญรุ่งเรืองและความคึกคักโกลาหลของนครเปี้ยนจิงในยุคสมัยนั้น ล้วนถูกถ่ายทอดลงบนผืนกระดาษที่มีชื่อว่า “ ชิงหมิงซ่างเหอถู”

     ราชวงศ์ซ่งเหนือ สิ้นสุดลงในปี ค.ศ.1127 นั่นย่อมหมายถึง “ชิงหมิงซ่างเหอถู” มีอายุเก่าแก่ถึงแปดร้อยกว่าปี เป็นภาพจิตรกรรมที่ทรงคุณค่าทางศิลปะและประวัติศาสตร์ นับเป็นมรดกล้ำค่าชิ้นหนึ่งของชนชาติจีน

     เมื่อเป็นสิ่งล้ำค่าก็ย่อมมีผู้เลียนแบบ จึงมีภาพที่ลักษณะคล้ายกันหลายภาพและใช้ชื่อเรียกเดียวกัน ปรากฏสู่สาธารณชนตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ภาพเลียนแบบเหล่านี้มีความคลาดเคลื่อนจากของจริง ดังเช่น หาบเร่แผงลอยทั้งสองข้างบนสะพานโค้ง วันดีคืนดีก็กลายเป็นแผงลอยที่มุงหลังคา อย่างไรก็ตาม ผู้ชำนาญการต่างเห็นตรงกันว่า ภาพดั้งเดิมที่จางเจ๋อตวนวาดไว้ ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์พระราชวังต้องห้ามที่นครปักกิ่ง (北京故宫博物院)

     เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุคดิจิตอลและเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ภาพ “ชิงหมิงซ่างเหอถู” ได้ถูกปรับเปลี่ยนรูปแบบการนำเสนอครั้งยิ่งใหญ่ นั่นคือ ในงานเอ็กซ์โปที่นครเซี่ยงไฮ้ซึ่งจัดขึ้นระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคม ค.ศ. 2010 ที่ผ่านมา ได้นำเอาเทคโนโลยีภาพเคลื่อนไหวระบบดิจิตอลมาใช้กับภาพเขียนชิ้นนี้  “ชิงหมิงซ่างเหอถู” จึงกลายเป็นภาพดิจิตอลที่เคลื่อนไหวได้ 

     ผู้ชมที่ได้ไปเที่ยวงานเอ็กซ์โปต่างกล่าวกันว่า แม้จะได้ไปเที่ยวงานเอ็กซ์โปที่นครเซี่ยงไฮ้ แต่ก็ไม่มีโอกาสได้เข้าชมภาพเขียน “ชิงหมิงซ่างเหอถู” แบบเคลื่อนไหวได้ เพราะต้องเข้าคิวอย่างน้อย 3 ชั่วโมง หลังจากจบงานเอ็กซ์โป ภาพดังกล่าวได้ถูกนำไปแสดงที่มาเก๊าและฮ่องกงตามลำดับ ทางไต้หวันก็พยายามติดต่อขอนำไปแสดงที่กรุงไทเป สำหรับคนไทยสามารถชมภาพจิตรกรรมนี้ได้ทาง www.youtube.com/watch?v=UdRIbCP4N4Q

Last modified onวันพฤหัสบดี, 04 สิงหาคม 2559 15:56