พระนางอู่เจ๋อเทียน (武则天) ..ชะตาชีวิตพลักผัน เพราะขนบประเพณีของชาวหู (胡人)..

รูปวาดพระนางอู่เจ๋อเทียน (武则天) รูปวาดพระนางอู่เจ๋อเทียน (武则天)

 

ราชวงศ์ถัง.. สายสัมพันธ์ทางสายโลหิตกับชาวหู  (胡人)   

     คำว่า ‘ชาวหู’ เป็นคำที่ชาวจีนฮั่น (汉人) ใช้เรียกอนารยชนทางตอนเหนือแผ่นดินจีนอย่างรวมๆ  พวกหูหรือชาวหูเคยเป็นดั่งคนป่าเถื่อน มีวิถีชีวิตแบบเร่ร่อน เลี้ยงสัตว์ กางกระโจมอยู่ตามทุ่งหญ้าทางตอนเหนือของจีน และย้ายถิ่นฐานไปเรื่อย ชาวหูที่เป็นที่รู้จักกันดีก็มีพวกซงหน (匈奴)  เซียนเปย (鲜卑)  และเจี๋ย (羯)  เป็นอาทิ

     แนวความคิดนี้เป็นที่เชื่อถือได้ เพราะมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์อ้างอิง นั่นคือ  หลี่เอวียน (李渊) หรือถังเกาจู่ฮ่องเต้ (唐高祖) ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ถัง มีพระมารดาเป็นชาวเซียนเปยในสกุลตู๋กู (鲜卑独孤氏) พระมเหสีของพระองค์ก็เป็นชาวเซียนเปยในสกุลโต้ว (窦氏)  แม้แต่พระโอรสของพระองค์ที่ครองราชย์เป็นกษัตริย์พระองค์ต่อมา ทรงพระนามว่า ถังไท่จงฮ่องเต้ (唐太宗)  ก็มีพระมเหสีเป็นชาวเซียนเปยเฉกเช่นเดียวกับพระบิดาและพระอัยยกา แต่เป็นสกุลจ่างซุน (长孙)เห็นได้ว่า กษัตริย์ต้นราชวงศ์ถังล้วนแต่มีพระมารดาและพระมเหสีเป็นชาวเซียนเปย ด้วยเหตุนี้ ในช่วงต้นราชวงศ์ถังจึงได้รับเอาขนบประเพณีและวัฒนธรรมของชาวหูแบบซึมลึก

     ชาวหูซึ่งถูกชาวจีนฮั่นมองว่าเป็นคนป่าเถื่อนด้อยอารยธรรมนั้น มีวัฒนธรรมแตกต่างจากชาวจีนฮั่นซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่และลงหลักปักฐานอาศัยกันเป็นหลักแหล่งมาช้านานบนผืนแผ่นดินจีน ความแตกต่างทางวัฒนธรรมประเพณีที่เห็นได้ชัดคือ ชาวจีนฮั่นให้ความสำคัญกับเรื่องลำดับศักดิ์และความอาวุโส  ผู้เป็นบุตรย่อมเคารพภรรยาของบิดาเสมือนเป็นมารดาของตน  แม้ว่าจะเป็นภรรยาน้อยของบิดาก็ตาม  แต่ชาวหูไม่ได้เป็นเช่นนั้น  เมื่อผู้นำของชาวหูเสียชีวิต  บุตรที่สืบทอดตำแหน่งผู้นำเผ่ามีสิทธิ์ครอบครองภรรยาน้อยของพ่อได้ หรือพูดภาษาชาวบ้านก็คือสามารถเอาแม่เลี้ยงมาเป็นเมียได้ดังนั้น หญิงที่มีศักดิ์เป็นแม่ แต่ต่อมาต้องกลายเป็นเมียจึงไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับชาวหู  เรื่องราวของพระนางอู่เจ๋อเทียน (武则天– บูเช็คเทียน)  จึงต้องเริ่มต้นโดยมีความเข้าใจในวัฒนธรรมของชาวหูเป็นปฐมบท

ชะตาชีวิตพลิกผัน.. เพราะวัฒนธรรมชนชาวหู

     อู่เจ๋อเทียน เดิมชื่ออู่จ้าว (武照) เกิดปี ค.ศ. 624  บิดาของนางแซ่ ‘อู่’ (武) นามว่า ซื่อเยว์ (士彟)  เป็นพ่อค้าไม้แห่งเมืองปิงโจวเหวินสุ่ย (并州文水)  มีสายสัมพันธ์ที่ดีกับหลี่เอวียน ทั้งสองได้ร่วมกันกระทำรัฐประหารต่อราชวงศ์สุย (隋朝)เมื่อหลี่เอวียนได้เป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ถังในกาลต่อมา ทรงพระนามว่า ‘ถังเกาจู่ฮ่องเต้’อู่ซื่อเยว์ (武士彟) จึงมีความดีความชอบในฐานะขุนนางผู้ร่วมบุกเบิกแผ่นดิน

     ถึงแม้ บิดาของนางจะเป็นเพียงพ่อค้า  แต่มารดามาจากตระกูลสูงศักดิ์เป็นบุตรีของหยางต๋า (杨达) เสนาบดีแห่งราชวงศ์สุย นางอู่จ้าวจึงมีวาสนาได้รับการศึกษาตั้งแต่เด็กจนสามารถอ่านออกเขียนได้  ซึ่งเป็นเรื่องไม่ธรรมดาสำหรับเด็กผู้หญิงในสังคมจีนโบราณ

     ปี ค.ศ. 627 หลี่ซื่อหมิน (李世民)โอรสองค์รองของถังเกาจู่ฮ่องเต้ขึ้นครองราชย์เป็นถังไท่จงฮ่องเต้  มีพระมเหสีจ่างซุนคอยเป็นเพื่อนคู่คิดและเตือนสติพระองค์อยู่ข้างกาย  ปี ค.ศ.636 พระมเหสีจ่างซุนสิ้นพระชนม์ด้วยอาการประชวร  ถังไท่จงฮ่องเต้ทรงโศรกเศร้าพระทัยยิ่ง  ปีถัดมานางอู่จ้าวก็ถูกคัดตัวเข้าวังขณะอายุได้ 14 ปี ในตำแหน่งไฉเหยิน (才人–มีความหมายว่าผู้มีปัญญา เป็นตำแหน่งสนมชั้นสามัญ) นางมีความงามเย้ายวน อีกทั้งเฉลียวฉลาด รู้หนังสือหนังหา ถังไท่จงฮ่องเต้จึงทรงพึงพอพระทัยสนมน้อยกลอยใจคนนี้และได้พระราชทานฉายาให้ว่า เม่ยเหนียง (媚娘มีความหมายว่า ‘แม่สาวพราวเสน่ห์’)

หลี่ซื่อหมิน (李世民) หรืออีกพระนามคือ ถังไท่จงฮ่องเต้    หลี่ซื่อหมิน (李世民) หรืออีกพระนามคือ ถังไท่จงฮ่องเต้

      ความที่เป็นที่โปรดปราน สนมอู่จึงมีโอกาสใกล้ชิดผู้เป็นเจ้าแผ่นดินและเป็นโอกาสอันดีที่จะซึมซับความรู้ในการบริหารบ้านเมือง ประกอบกับในรั้วในวังมีหนังสือตำราที่ให้ความรู้อย่างมหาศาล เมื่อนางรู้หนังสือเป็นทุนเดิมอยู่แล้วจึงได้โอกาสเพิ่มพูนความรู้  แต่ด้วยเพราะมีอุปนิสัยที่เด็ดเดี่ยวยิ่งกว่าบุรุษเพศและมีความทะเยอทะยานผิดแปลกจากอิสตรีทั่วไป ทำให้ถังไท่จงฮ่องเต้เริ่มห่างเหินนาง จึงไม่แปลกที่นางเป็นสนมชั้นไฉเหยินอยู่นานถึง 12 ปี โดยไม่ได้รับการเลื่อนยศศักดิ์ และไม่มีโอรสธิดาแม้แต่พระองค์เดียว     

      ปี ค.ศ. 649 ถังไท่จงฮ่องเต้สวรรคต  บรรดาสนมและนางในของพระองค์ที่ไม่มีพระโอรสหรือพระธิดาต้องออกบวชเป็นชีอยู่ที่วัดกั่นเอี้ยซื่อในนครฉางอาน (长安感业寺)  พระโอรสองค์ที่เก้าของถังไท่จงฮ่องเต้ พระนามว่า หลี่จื้อ (李治) ขึ้นครองราชย์  ทรงพระนามว่า ถังเกาจงฮ่องเต้ ( 唐高宗)  

     หลี่จื้อสมัยที่ยังเป็นองค์ชายได้พบกับสนมอู่โดยบังเอิญขณะที่เข้าเฝ้าพระบิดาของพระองค์ ครั้งนั้นกามเทพได้แผลงศรต้องหัวใจคนทั้งสอง ความรักนั้นไม่มีพรมแดน แม้คนหนึ่งจะมีศักดิ์เป็น ‘แม่’ (ภรรยาน้อยของพ่อ) ทั้งอายุก็มากกว่าองค์ชาย 4 ปี  แต่ทั้งสองก็มีใจปฏิพัทธ์ต่อกัน  หัวใจต่างร่ำร้องครวญเพลง  ‘ฟ้ามิอาจกั้น’  หากแต่พระบิดายังอยู่  ฟ้าจึงอยู่ไกลสุดเอื้อม

     ปี ค.ศ. 654 ครบรอบ 5 ปีแห่งการสวรรคตของถังไท่จงฮ่องเต้ ถังเกาจงฮ่องเต้ได้เสด็จทรงจุดธูปทำบุญที่วัดกั่นเอี้ยซื่อ พระองค์จึงได้ประสบพักตร์กับแม่ชีอู่จ้าวอีกครั้ง ถ่านไฟเก่าเลยคุ แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนเดิม เพราะฟ้าอยู่แค่เอื้อมนี้เอง ถึงจะเคยเป็นสนมของพระราชบิดา  แต่พระองค์ก็ขอยึดถือธรรมเนียมของชาวหู

     ถังเกาจงฮ่องเต้มีพระมเหสีแซ่หวาง (王氏皇后) อยู่แล้ว เมื่อความทราบถึงมเหสีหวาง แทนที่พระนางจะหึงหวงกลับกลายเป็นคนส่งเสริมชักใยให้ทั้งสองได้สมหวัง  เนื่องจากขณะนั้นถังเกาจงฮ่องเต้มีพระสนมแซ่เซียว (萧淑妃)เป็นคนโปรดอยู่  พระมเหสีหวางจึงจัดการให้แม่ชีอู่จ้าวสึกออกมาเป็นพระสนม  เพื่อจะได้เอาไว้เป็นพวกใช้ต่อกรกับพระสนมเซียว     

     นางอู่จ้าวจึงได้เข้าวังอีกครั้งตอนอายุได้ 31 ปีแล้ว ตำราและเอกสารที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์จีน บางครั้งก็มีข้อมูลที่ไม่ตรงกัน หากเป็นเรื่องปลีกย่อยก็จะไม่เจาะลึกให้เกิดความสับสนมากยิ่งขึ้น  แต่ถ้าเป็นเหตุการณ์สำคัญก็จำเป็นต้องกล่าวถึงข้อมูลที่ไม่ตรงกันเพื่อให้ผู้สนใจได้ไปค้นคว้าเพิ่มเติม  อย่างปีที่นางได้กลับเข้าวังอีกครั้ง บางตำราบอกว่าเป็นปีครบรอบการสวรรคตของถังไท่จงฮ่องเต้ 5 รอบซึ่งตรงกับปี ค.ศ. 654   แต่บางตำราบอกว่าเป็นปี ค.ศ. 652 โดยมีข้อมูลสนับสนุนคือ เมื่อนางอู่จ้าวเข้าวังอีกครั้ง  ถังเกาจงฮ่องเต้ทรงแต่งตั้งนางเป็นจาวอี๋ ( 昭仪 – ตำแหน่งสนมอันดับต้นๆ)  ปีต่อมา ค.ศ. 653 นางก็ให้กำเนิดพระโอรส  จากนั้นปี ค.ศ. 654  ก็ให้กำเนิดพระธิดา

      สนมอู่เป็นที่โปรดปรานของถังเกาจงฮ่องเต้อย่างมาก ทำให้พระองค์เมินเฉยต่อพระมเหสีหวางกับพระสนมเซียว ทั้งสองจึงจำเป็นต้องหันมาร่วมมือกันใส่ร้ายป้ายสีสนมอู่  ซึ่งก็ไม่เป็นผลเพราะสนมอู่ผู้นี้ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากแล้ว ยิ่งกว่านี้นางกลับใช้แผนตอบโต้ที่เด็ดขาดรุนแรง หากจะกล่าวว่า นางเป็นคนที่โหดเหี้ยมอำมหิตก็คงไม่มีเรื่องใดเกินกว่าเรื่องนี้อีก

     พระมเหสีหวางเป็นคนที่รักเด็ก พระนางไม่มีโอรสธิดาจึงแวะมาชื่นชมพระธิดาที่กำเนิดแต่พระสนมอู่เป็นประจำ แผนอันโหดเหี้ยมอำมหิตจึงถูกกำหนดขึ้น  เช้าวันหนึ่ง หลังจากที่พระมเหสีหวางชื่นชมพระธิดาและเสด็จกลับไปแล้ว  พระสนมอู่ก็แอบเข้าไปอุดปากอุดจมูกของลูกน้อยจนตาย จากนั้นก็ห่มผ้าไว้ดังเดิม เมื่อถังเกาจงฮ่องเต้เสด็จมาชื่นชมพระธิดาก็พบว่า พระธิดาไม่หายใจเสียแล้ว  พระองค์ทรงพิโรธอย่างหนัก  ส่วนพระสนมอู่ก็แสร้งกรี๊ดร้องด้วยความตกใจจนหมดสติ  ครั้นฟื้นขึ้นมาก็ร่ำไห้คร่ำครวญว่า..  ใครช่างใจร้าย  ฆ่าลูกหม่อนฉันๆๆๆ...

     ในยามนั้น ถังเกาจงฮ่องเต้ย่อมทรงนึกไม่ถึงและไม่คิดระแวงสนมอู่ เพราะถือภาษิตว่า ‘พยัคฆ์ร้ายย่อมไม่กัดกินลูกของตัวเอง’ พระองค์จึงทรงถามแม่นมและนางกำนัลถึงใครบ้างที่เข้ามาหาพระธิดาก่อนหน้านี้ คำตอบที่ได้ก็คือพระมเหสีหวาง ทุกอย่างจึงเข้าทางละครบทโศกของสนมอู่  เรื่องนี้ออกจะเป็นละครน้ำเน่า แต่หากนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ บางคนอาจเผลอหลั่งน้ำตา ทว่าหากใครอ่านใจของนางในเวลานั้นได้  ก็คงได้ยินเสียงรำพึงอย่างแผ่วเบาว่า  “สละชีพเพื่อแม่หน่อยนะลูก...”

     วิธีการอันโหดเหี้ยมของสนมอู่ นอกจากเป็นการตัดไฟแต่ต้นลมแล้วยังเป็นการปูทางให้ตนก้าวสู่ตำแหน่งสูงสุดในวัง นั่นคือ นางได้รับการสถาปนาให้เป็นฮองเฮาแทนพระมเหสีหวาง  ถังเกาจงฮ่องเต้กว่าจะทรงทราบว่าอะไรเป็นอะไรก็หลังจากนั้นอีกหลายปี พระองค์คงเอ่ยถึงเรื่องนี้กับคนใกล้ชิดในตอนหลัง ประวัติศาสตร์ถึงได้บันทึกเหตุการณ์นี้ไว้ ไม่เช่นนั้น ใครจะบังอาจจินตนาการแต่งแต้มเรื่องการฆ่าลูกน้อยของตัวเองได้ สัตว์เดรัจฉานยังไม่ทำร้ายลูกของมันเลย แต่แม่ที่สามารถฆ่าลูกน้อยเพียงไม่กี่เดือน  เพื่อปูทางไปสู่อำนาจและความยิ่งใหญ่  จึงไม่อาจหาถ้อยคำในภาษาใดๆ  มาพรรณนาได้

    อดีตคือบทเรียน..  ให้ก้าวสู่อำนาจ            

     เรื่องราวของชนชาติจีน เมื่อดำเนินมาถึงราชวงศ์ฮั่นตะวันออก (东汉หรือราชวงศ์ฮั่นภาคหลัง - 后汉) กษัตริย์แต่ละพระองค์ขึ้นครองราชย์ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ จึงเปิดโอกาสให้คนใกล้ตัวเข้าฉกฉวยแอบอ้างพระราชอำนาจ กษัตริย์ 10 พระองค์หลังของราชวงศ์ฮั่นตะวันออก ล้วนครองราชย์ขณะมีพระชันษาระหว่าง 8-15 พรรษา มีพระองค์หนึ่งพระนามว่า หลิวหลง (刘隆) หรือก็คือกษัตริย์ซังตี้ (殇帝– ซังเต้)  ขึ้นครองราชย์ในปี ค.ศ. 106  มีพระชันษาเพียง 100 วันเศษเท่านั้น

     เมื่อกษัตริย์ขึ้นครองราชย์ขณะยังทรงพระเยาว์จึงเป็นเหตุที่ญาติกาของไทเฮาเข้ามาก้าวก่ายงานบริหารราชการแผ่นดิน กลายเป็นว่าญาติฝ่ายแม่หรือฝ่ายเมียของกษัตริย์เป็นใหญ่ ฝ่ายแซ่หลิวซึ่งเป็นหน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์แท้ๆ ไม่ได้มีอำนาจปกครองบ้านเมือง  ครั้นเมื่อกษัตริย์ทรงเจริญพระชันษาพอจะคิดอะไรได้บ้างแล้ว ก็ถูกพวกขันทีครอบงำชักใยให้ทรงลงพระนามเพื่อออกพระราชโองการกำจัดศัตรูทางการเมือง เรียกได้ว่า  กษัตริย์ถูกใช้เป็นหุ่นเชิดหรือเป็นตรายางประทับรับรองในสิ่งที่คนใกล้ตัวบงการ

     แม้ถูกใช้เป็นประโยชน์ บางทีก็ยังรักษาชีวิตไว้แทบไม่ได้เมื่อคนใกล้ตัวกำเริบสืบสาน เช่น ในสมัยของกษัตริย์ซุ่นตี้ (顺帝พระนามเดิม หลิวเป่า - 刘保)  ทรงมีมเหสีแซ่เหลียง (梁氏) คนแซ่เหลียงจึงลุแก่อำนาจถึงขนาดวางยาพิษกษัตริย์จื๋อตี้ (质帝) พระองค์น้อย เพื่อให้กษัตริย์หวนตี้ (桓帝) ที่พวกตนสนับสนุนและเห็นว่าเป็นหุ่นเชิดได้ดีกว่าได้ขึ้นครองราชย์แทน เห็นได้ว่า  การเป็นกษัตริย์ในสมัยนั้นเป็นงานเสี่ยงภัยอย่างยิ่ง  ชีวิตเปรียบเหมือนแขวนอยู่บนเส้นด้าย

     ตั้งแต่ปลายราชวงศ์ฮั่นเป็นต้นมา  ความเป็นปึกแผ่นทางการเมืองการปกครองของจีนก็ขาดเสถียรภาพมาหลายร้อยปี ปลายราชวงศ์ฮั่น แผ่นดินแตกแยกเข้าสู่ยุคสามก๊ก ต่อมาลูกหลานของโจโฉแห่งก๊กเว่ย (魏国– วุยก๊ก) ชิงราชสมบัติจากกษัตริย์องค์สุดท้ายของราชวงศ์ฮั่น ต่อมาตระกูลซือหม่า (司马- สุมา)ก็ชิงบัลลังก์จากลูกหลานโจโฉ แล้วตั้งราชวงศ์จิ้น (晋朝)จากนั้นกรรมก็ตามสนองตระกูลสุมา เพราะราชวงศ์จิ้นตะวันตก (西晋)ดำรงอยู่ได้ครึ่งศตวรรษ มีกษัตริย์เพียง 3-4 พระองค์ ก็ถูกพวกชนป่าเถือนทางตอนเหนือรุกราน กษัตริย์แห่งราชวงศ์จิ้นตะวันตกถูกจับเป็นเชลย หน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์ที่ยังเหลืออยู่ต้องย้ายเมืองหลวงจากนครลั่วหยาง (洛阳) ไปยังเมืองเจี้ยนคัง (建康 - ปัจจุบันคือเมืองหนานจิง) ซึ่งอยู่ทางใต้ โดยตั้งเป็นราชวงศ์จิ้นตะวันออก (东晋)

     ราชวงศ์จิ้นตะวันออกปกครองดินแดนทางใต้ได้ร้อยปีเศษก็เสียทีแก่ราชวงศ์หลิวซ่ง (刘宋) ซึ่งก็อายุสั้นอยู่ได้ไม่ถึง 60 ปี ก็เปลี่ยนเป็นราชวงศ์ฉี (齐) ที่อายุยิ่งสั้นเข้าไปอีก อยู่ได้เพียง 23 ปี จากนั้นเปลี่ยนเป็นราชวงศ์เหลียง (梁)ดำรงอยู่ได้ 50 กว่าปี ก็เข้าสู่ยุคราชวงศ์เฉิน (陈) ที่มีอายุเพียง 30 ปีเศษ

     ส่วนดินแดนทางตอนเหนือต้องปล่อยให้พวกคนเถื่อนทั้งห้าเผ่า (五胡) สลับผลัดเปลี่ยนกันปกครองโดยปริยาย  ผู้เชี่ยวชาญด้านจีนก็ยังไม่สามารถลำดับได้ว่า มีราชวงศ์ของชนเผ่าต่างๆ ผลัดกันขึ้นมีอำนาจกี่ราชวงศ์และได้แก่ราชวงศ์ใดบ้าง จึงเรียกดินแดนตอนเหนือของจีนในช่วงนี้ว่า  เป็นยุคก๊กทั้ง 16 ของชนเผ่าทั้งห้า (五胡十六国ที่จริงมีมากกว่า 16 ก๊ก และมีก๊กของชาวฮั่นด้วย)  แต่ละก๊กล้วนดำรงอยู่เพียงช่วงสั้นๆ ไม่กี่ปีเท่านั้น  บางก๊กมีกษัตริย์เพียงองค์เดียวก็ถูกล้มล้างยึดอำนาจ

     ท้องฟ้ามาเริ่มแจ่มใสอีกครั้งก็ล่วงเข้าปี ค.ศ. 581 เมื่อหยางเจียน (杨坚) หรือกษัตริย์สุยเหวินตี้ (隋文帝)สถาปนาราชวงศ์สุย (隋朝)รวบรวมแผ่นดินจีนที่แตกแยกให้เป็นหนึ่งเดียวได้อีกครั้งหนึ่ง แต่แล้วราชวงศ์สุยก็อยู่ได้เพียง 30 กว่าปีก็เปลี่ยนดวงเมืองมาเป็นราชวงศ์ถัง (唐朝)

     เหตุการณ์เหล่านี้  หญิงที่รู้หนังสืออย่างสนมอู่หรือพระมเหสีอู่ตามพระยศที่ได้รับในภายหลังได้ศึกษามาเป็นอย่างดี แม้แต่การเข่นฆ่ากันเพื่อขึ้นสู่ราชบัลลังก์หรือเพื่อรักษาฐานะภาพและอำนาจเอาไว้ พระนางก็เหมือนได้เห็นกับตาตนเอง เพราะกษัตริย์ก่อนหน้าที่พระนางจะเถลิงอำนาจก็ล้วนแต่ฟันฝ่าผ่านคมหอกคมดาบมาทั้งนั้น ตัวอย่างเช่น หยางเจียนที่เดิมเป็นขุนนางรับราชการอยู่ในราชวงศ์เป่ยโจว (北周) ก็ชิงราชสมบัติจากกษัตริย์จิ้งตี้ (静帝) ซึ่งเป็นหลานแท้ๆ ของตนเอง (หลานตา) แล้วสถาปนาราชวงศ์สุย ทรงพระนามว่า กษัตริย์สุยเหวินตี้  ต่อมาพระองค์ก็ถูกหยางกว่าง (杨广) พระโอรสองค์รองกระทำปิตุฆาต (ฆ่าพ่อตนเอง) แล้วขึ้นครองราชย์แทน  มีพระนามว่า  กษัตริย์สุยหยางตี้ (隋炀帝)

     ราชวงศ์สุยของคนแซ่หยาง มีอายุเพียง 37-38 ปีก็ถูกแทนที่ด้วยราชวงศ์ถัง(唐朝)ของคนแซ่หลี่  หลี่เอวียนผู้เป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ถัง ครองราชย์อยู่ได้ 8 ปีก็เกิดศึกสายเลือดด้วยการแย่งชิงอำนาจในหมู่พี่น้องร่วมสายโลหิต ผลสุดท้ายพระโอรสองค์รองนามว่า หลี่ซื่อหมินได้สังหารพี่ชายคนโตและน้องชายคนเล็ก ยังความตะลึงงันให้กับผู้เป็นบิดา แม้แต่พระองค์เองยังทรงหวาดหวั่นว่า พระโอรสจะสังหารตนอีกคนหรือไม่  อำมาตย์คนสนิทจึงชี้แนะให้พระองค์ถอยฉากลงจากอำนาจ  แต่งตั้งให้หลี่ซื่อหมินเป็นรัชทายาทและขึ้นเป็นกษัตริย์แทนพระองค์   

     นางอู่จ้าวเป็นสนมของหลีซื่อหมินหรือถังไท่จงฮ่องเต้  มียศศักดิ์เป็นเพียงสนมชั้นสามัญอยู่นานถึง 12 ปีเศษกระทั่งถังไท่จงฮ่องเต้สวรรคต  หากนางไม่ได้ชอบพอกับองค์ชายหลี่จื้ออยู่ก่อนแล้วก็คงต้องเป็นแม่ชีไปตลอดชีวิต ประวัติศาสตร์จีนก็จะไม่มีบทบันทึกเกี่ยวกับอู่เจ๋อเทียนชะรอยจะเป็นฟ้าลิขิตที่ให้นางเกิดมาเป็นเจ้าคนนายคนปกครองแผ่นดินจีนอยู่ร่วมครึ่งศตวรรษ  ภาพลักษณ์ด้านบวกของนางอู่จ้าวหรือพระนางอู่เจ๋อเทียนนั้น ไม่เกี่ยวกับคุณงามความดี  แต่เป็นความสามารถของสตรีผู้หนึ่ง

     ถังไท่จงฮ่องเต้เป็นกษัตริย์ที่ทรงปรีชาสามารถ ปีรัชกาลของพระองค์คือศักราชเจินกวน (贞观) ซึ่งมักได้รับการกล่าวขานถึงอยู่เสมอ  แต่น่าเสียดายที่พระองค์ครองราชย์ได้ 23 ปีก็สวรรคตขณะพระชนมายุได้ 50 พรรษา  พระโอรสหลี่จื้อขึ้นครองราชย์เป็นถังเกาจงฮ่องเต้ พระองค์มีพระทัยที่อ่อนโยน แต่เป็นกษัตริย์นักรักที่ฝักใฝ่ในกามารมณ์และอ่อนด้อยความสามารถด้านการปกครอง  พระพลานามัยของพระองค์ไม่สู้แข็งแรงนัก หากครองราชย์ได้สักห้าปีก็จากไป  ราชวงศ์ถังก็คงเหมือนราชวงศ์ก่อนๆ ที่มีอายุไม่ยืนยาว  แต่เหมือนฟ้าดินจะเล่นตลก  พระองค์มีอายุยืนพอสมควรและครองราชย์อยู่ถึง 34 ปี  นับเป็นโอกาสของพระนางอู่จ้าวที่เข้าบงการราชกิจอยู่เบื้องหลัง  พระนางมีความรู้ด้านประวัติศาสตร์เป็นอย่างดี ย่อมไม่ให้ใครมาเชือดได้ง่ายๆ ตรงกันข้าม กลับเป็นฝ่ายลงมือก่อนเสมอ  ไม่เว้นแม้กระทั่งพระโอรสของตนเองโดยเฉพาะพระธิดาก็เสียชีวิตตั้งแต่ยังแบเบาะ

     ปี ค.ศ. 655 พระนางได้ใส่ร้ายป้ายสีพระมเหสีหวางและพระสนมเซียวเพื่อกำจัดให้พ้นทาง จากนั้นก็ได้เป็นฮองเฮาแทน พระมเหสีหวาง  เมื่อก้าวสู่ตำแหน่งสูงสุดแห่งวังหลัง พระนางก็เป็นผู้จัดแจงงานการน้อยใหญ่แทนองค์ฮ่องเต้เกือบทุกอย่าง บรรดาขุนนางอำมาตย์ที่จงรักภักดีต่อราชวงศ์  แต่เป็นปรปักษ์กับนางก็ถูกเด็ดปีกทีละคน  ถ้าไม่เจอยาสั่งให้ตาย  ก็ถูกเนรเทศยังชายแดน ที่เหลือแก่ตายดูจะน้อยเต็มที  พระนางมีความเป็นอัจฉริยะสามารถใช้คนประจบสอพลอไปจัดการเรื่องเลวๆ ได้ จากนั้นค่อยจัดการกับพวกสอพลอที่หลัง แล้วค่อยหาคนที่เหมาะสมมาสวมบทต่อไป เป็นอันว่าพระนางรู้รักษาตัวรอดเป็นอย่างดี จึงได้ว่าราชการหลังพระวิสูตร (ม่าน) ตลอดรัชกาลของกษัตริย์ถังเกาจง

     ปี ค.ศ. 683 เมื่อกษัตริย์ถังเกาจงสวรรคต พระโอรสองค์ที่ 3 ที่เกิดแต่พระนางได้ขึ้นครองราชย์ (พระโอรสองค์โตกับองค์รองของพระนาง ถูกพระนางกำจัดไปก่อนหน้านี้แล้ว โดยพระโอรสองค์โตสิ้นพระชนม์ด้วยยาพิษ ส่วนพระโอรสองค์รองถูกเนรเทศยังชายแดน)  พระโอรสองค์ที่ 3 พระนามว่า หลีเสี่ยน(李显 หรืออีกชื่อหนึ่งว่า หลี่เจ๋อ  -李哲)  เมื่อขึ้นครองราชย์ทรงพระนามว่า ถังจงจงฮ่องเต้  (唐中宗)  ครองราชย์ได้ไม่ถึงสองเดือนก็ถูกปลดจากตำแหน่ง เพราะเอาใจเข้าหาฝ่ายที่เป็นเมียและพ่อตามากเกินไป พระนางในฐานะพระมารดาทรงเกรงว่าจะเป็นภัยต่อราชบัลลังก์ จึงแต่งตั้งพระโอรสองค์ที่ 4  นามว่า หลี่ต้าน (李旦) ขึ้นครองราชย์แทน ทรงพระนามว่า  ถังยุ่ยจงฮ่องเต้ (睿宗) โดยไม่มีพิธีรีตองอะไรมาก

    ถังยุ่ยจงฮ่องเต้แทบไม่มีสิทธิ์ในราชกิจใดๆ เรียกว่าหุ่นเชิดยังไม่ได้เลย  เป็นเพียงกษัตริย์ในนามเท่านั้นและถูกจำกัดบริเวณ เพราะพระนางกำลังเตรียมตัวขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้หญิง ซึ่งไม่เคยมีในประวัติศาสตร์มาก่อน ต่อให้มีอะไรผิดพลาด พระนางก็ยังอ้างได้ว่ามีองค์ฮ่องเต้ยุ่ยจงอยู่   ดูเถิด.. พระนางแนบเนียนแค่ไหน

     ปี ค.ศ. 684 นี้เอง พระนางในวัย 60 พรรษา ขึ้นว่าราชการแผ่นดินอย่างเป็นทางการ พระนามว่า อู่โฮ่ว (武后) และทรงประดิษฐ์อักษรคำว่า ‘จ้าว’  (曌ประกอบด้วยคำว่า 日 + 月 + 空)  ขึ้น มีความหมายว่า ‘สุริยันจันทรา ลอยเด่นอยู่บนนภา’   เพื่อใช้เป็นพระนามส่วนพระองค์  กระทั่งถึงปี ค.ศ. 690 ก็ทรงสถาปนาราชวงศ์โจว (周) และทรงเปลี่ยนพระนามเป็น‘อู่โจวหวงตี้’ (武周皇帝–กษัตริย์แห่งราชวงศ์โจว) ตั้งตนเป็นฮ่องเต้หญิงหรือจักรพรรดินีองค์แรกในประวัติศาสตร์จีน พระนางครองราชย์ต่อมาอีก 15 ปี จนถึงปี ค.ศ. 705 พระชนมายุ 81 พรรษา ก็จำต้องสละราชบัลลังก์ให้แก่ถังจงจงฮ่องเต้จากแรงกดดันของเหล่าขุนนางผู้ใหญ่ จากนั้นไม่กี่เดือนพระนางก็หนีไม่พ้นพ่ายแพ้ต่อสังขารตามกาลเวลาโดยสวรรคตด้วยโรคชรา อย่างไรก็ตามเป็นที่ยอมรับว่า พระนางมีความสามารถด้านการปกครอง ตลอดเวลาที่กุมอำนาจในราชสำนักถังร่วม 50 ปีเศษ ทรงเสริมสร้างรากฐานที่มั่นคงให้กับราชวงศ์ถังไม่มากก็น้อย  แม้แต่กษัตริย์ที่ทรงปรีชาหลายพระองค์ก็ยังเทียบพระนางได้ยาก

                                                    
   พระนางอู่เจ๋อเทียน จักรพรรดินีองค์แรกและองค์เดียวในประวัติศาสตร์จีน

 

   --------------------------------

นิรันดร  นาคสุริยันต์  (เหล่าตั๊ง)

2 ตุลาคม 2012

 

 

Last modified onวันพุธ, 20 กรกฎาคม 2559 09:47