คังซี (康熙) ยงเจิ้ง (雍正) เฉียนหลง (乾隆) 3 รัชสมัยที่รุ่งเรืองแห่งราชวงศ์ชิง

คังซี  (康熙)  ยงเจิ้ง (雍正)  เฉียนหลง  (乾隆) คังซี (康熙) ยงเจิ้ง (雍正) เฉียนหลง (乾隆)

     นับตั้งแต่ที่ ‘หนูเอ่อร์ฮาชื่อ’(努尔哈赤)ได้ก่อตั้งอาณาจักรกิมยุคหลัง (后金) ในปี ค.ศ. 1616 อันเป็นการเริ่มต้นของราชวงศ์ชิง (清朝 - ราชวงศ์แมนจู) ต่อมาหวงไท่จี๋ (皇太极)  ผู้เป็นบุตรได้ขึ้นครองราชย์ต่อจากบิดา และเปลี่ยนชื่อมาเป็นอาณาจักรต้าชิง (大清国 หรือจักรวรรดิต้าชิง–大清帝国) ในปี ค.ศ. 1636 นั้น อาณาจักรต้าชิงในขณะนั้นยังเป็นอาณาจักรขนาดเล็กที่มีอิทธิพลครอบครองเพียงพื้นที่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีนเท่านั้น 

     กระทั่งถึง ปี ค.ศ. 1644  ตรงกับปีที่หนึ่งแห่งรัชศกซุ่นจื่อ (顺治) ในรัชสมัยของจักรพรรดิซุ่นจื่อ[1]ซึ่งเป็นกษัตริย์ลำดับที่ 3 แห่งราชวงศ์ชิง กองทัพชิงก็ฝ่าด่านกำแพงเมืองจีนเข้ายึดครองแผ่นดินจีนและล้มล้างราชวงศ์หมิง (明朝) ได้สำเร็จ จึงย้ายราชธานีจากนครเสิ่นหยาง (沈阳- เมืองเอกของมณฑลเหลียวหนิงในปัจจุบัน) มาอยู่ที่นครปักกิ่ง นับจากนั้นเป็นต้นมา ราชวงศ์ชิงก็เริ่มหยั่งรากลึกอันมั่นคงบนผืนแผ่นดินจีนและได้ขยายอาณาเขตกว้างใหญ่ขึ้น จนแผ่นดินจีนภายใต้การปกครองของราชวงศ์ชิง หรือเรียกกันว่า‘อาณาจักรต้าชิง’ (ก่อนถูกชาติตะวันตกรุกราน) มีพื้นที่ถึง 12.8 ล้านตารางกิโลเมตร นับว่าเป็นยุคสมัยที่จีนมีอาณาเขตกว้างใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ครอบครองพื้นที่กว้างใหญ่กว่าสมัยราชวงศ์ฮั่น (汉朝 206 ปีก่อนคริสต์ศักราช ถึง ค.ศ.220 ) และราชวงศ์ถัง (唐朝ค.ศ.618 – ค.ศ.907) ซึ่งเป็นยุคสมัยที่จีนเจริญรุ่งเรืองอย่างมาก (ไม่นับรวมสมัยราชวงศ์หยวน หรือราชวงศ์มองโกล เนื่องจากถึงแม้ได้แผ่อิทธิพลออกไปกว้างใหญ่ไพศาล  แต่ดินแดนที่ห่างไกลส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ภายใต้การปกครองของราชวงศ์หยวนโดยสมบูรณ์)

 ราชวงศ์ชิงปกครองจีนอยู่เกือบ 3 ศตวรรษ  (ค.ศ.1616 ถึง ค.ศ.1911 รวม 295 ปี) มีกษัตริย์รวม 12 พระองค์  ตลอดระยะเวลาอันยาวนานนี้ แบ่งช่วงเวลาได้เป็น 3 ช่วงใหญ่ๆ  คือ

   1.  ช่วง 6 ทศวรรษแรก (ค.ศ.1616 –  ค.ศ.1680) เป็นระยะก่อตั้งราชวงศ์และอาณาจักร จนสามารถย้ายศูนย์กลางการปกครองที่เดิมอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีนมาตั้งหลักปักฐานที่นครปักกิ่ง และเป็นราชวงศ์ใหม่ที่ขึ้นมาปกครองแผ่นดินจีน แต่อำนาจการปกครองของราชสำนักชิงยังไม่แข็งแกร่งมั่นคง     

   2.  ช่วงเจริญรุ่งเรือง (ค.ศ.1681 – ค.ศ.1796) รวมระยะเวลา 115 ปี โดยเริ่มนับหลังจากที่จักรพรรดิคังซี (康熙帝) กษัตริย์ลำดับที่ 4 แห่งราชวงศ์ชิง ทรงปราบ 3 อ๋อง[2] สำเร็จ สามารถรวบอำนาจการปกครองไว้ที่ส่วนกลาง ทำให้ราชสำนักชิงมีความมั่นคง สืบต่อไปถึงสมัยจักรพรรดิยงเจิ้ง (雍正帝)  จักรพรรดิเฉียนหลง (乾隆帝)  จนถึงต้นรัชกาลของจักรพรรดิเจียชิ่ง (嘉庆帝)  

   3. ช่วงเสื่อมถอยจนถึงการล่มสลาย (ค.ศ.1796 – ค.ศ.1911) นับตั้งแต่สมัยจักรพรรดิเจียชิ่ง กษัตริย์ลำดับที่ 7 แห่งราชวงศ์ชิง ไปจนถึงสมัยจักรพรรดิปูยี กษัตริย์องค์สุดท้ายในประวัติศาสตร์จีน รวมเวลา 115 ปี                  


 ราชวงศ์ชิงในช่วงที่เจริญรุ่งเรือง 

    การปกครอง และความมั่นคง   

    ในระยะเริ่มแรก ราชสำนักชิงใช้รูปแบบการบริหารราชการแผ่นดินโดยถอดแบบมาจากระบบการปกครองของราชวงศ์หมิง มีขุนนางชั้นสูงรับผิดชอบแต่ละส่วนงานอย่างชัดเจน เพื่อแบ่งเบาราชกิจและคอยถวายคำปรึกษาแก่กษัตริย์  ขณะเดียวกันก็ใช้รูปแบบตามราชประเพณีของราชวงศ์ชิงที่เป็นชนเผ่าแมนจู โดยกำหนดให้มีมุขมนตรี (议政王大成会议) คอยเป็นที่ปรึกษาและร่วมบริหารราชการแผ่นดินด้วย มุขมนตรีจะประกอบด้วยพระราชวงศ์ชั้นสูงและขุนนางชั้นสูงที่ได้รับการแต่งตั้ง ซึ่งส่วนใหญ่มีฐานันดรศักดิ์เป็น‘อ๋อง’ และกุมกองทัพในแต่กองธง ที่สำคัญคือมุขมนตรีดูแลด้านการทหารโดยตรง บางครั้งเรื่องที่มุขมนตรีให้ความเห็นชอบร่วมกันแล้ว ผู้เป็นกษัตริย์ก็ยากจะเปลี่ยนแปลงได้  กษัตริย์จึงไม่มีอำนาจโดยเบ็ดเสร็จ  

     ในรัชสมัยของจักรพรรดิคังซี  พระองค์ได้จัดตั้งสภาบัณฑิต (南书房) ขึ้นในพระราชวัง โดยคัดเลือกขุนนางและราชบัณฑิตที่ทรงความรู้เข้าทำงานในสภาบัณฑิต เพื่อให้คำปรึกษาหารือแก่กษัตริย์อย่างใกล้ชิด รวมทั้งทำหน้าที่ร่างราชโองการหรือหนังสือต่างๆ ขณะเดียวกันยังมีวัตถุประสงค์อีกนัยหนึ่งคือเพื่อลดทอนอำนาจของมุขมนตรี พระองค์ไม่เพียงพยายามดึงอำนาจการบริหารราชการแผ่นดินมาอยู่ที่กษัตริย์ ยังทำให้ราชสำนักชิงเป็นศูนย์กลางอำนาจในการปกครองประเทศอย่างแท้จริง ด้วยการประสบความสำเร็จในการปราบ ‘3 อ๋อง’ ที่แข็งข้อและคอยเป็นปรปักษ์กับราชสำนัก ได้แก่ ผิงซีอ๋องอูซานกุ้ย (平西王吴三桂)  ผิงหนานอ๋องซ่างเข่อสี(平南王尚可喜) และจิ้งหนานอ๋องเกิ่งจ้งหมิง (靖南王耿仲明)  เมื่ออำนาจของ ‘3 อ๋อง’ ถูกล้มล้าง ดินแดนยูนนาน กุ้ยโจว กวางตุ้ง และฮกเกี้ยนที่เดิมอยู่ในการปกครองของอ๋องทั้งสาม จึงอยู่ภายใต้การปกครองของราชสำนักชิงโดยสมบูรณ์  

     จากนั้นอีกไม่กี่ปี ในปี ค.ศ. 1684 กองทัพชิงก็ยึดเอาไต้หวันคืนจากแม่ทัพเจิ้งเฉิงกง (郑成功) ขุนนางราชสำนักหมิงที่หนีไปปักหลักบนเกาะแห่งนี้ได้ในที่สุด ต่อมาระหว่างปี ค.ศ.1685 – ค.ศ.1689 ราชสำนักชิงได้ส่งกองทัพไปขับไล่ทหารรัสเซียที่รุกล้ำดินแดนแมนจูเรียใน(ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน) สงครามระหว่างอาณาจักรต้าชิงกับจักรวรรดิรัสเซียในสมัยของพระเจ้าปิเตอร์มหาราช จีนเป็นฝ่ายชนะ จักรวรรดิรัสเซียได้ขอสงบศึกด้วยการลงนามใน Treaty of Nerchinsk (尼布楚条约) ซึ่งเป็นสนธิสัญญาว่าด้วยการปักปันเขตแดนระหว่างจีน-รัสเซีย (ในดินแดนที่เรียกว่า แมนจูเรีย)    

     มาในรัชสมัยของจักรพรรดิยงเจิ้ง จีนกับจักรวรรดิรัสเซียก็ลงนามใน Treaty of  Kiakhta (布连斯奇条约) สนธิสัญญาว่าด้วยการปักปันเขตแดนระหว่างจีน-รัสเซีย (ในดินแดนมองโกเลีย) ขณะเดียวกันราชสำนักชิงยังต้องส่งกองทัพเข้าปราบปรามกบฏในแถบทิเบตและซิงเกียงซึ่งเป็นดินแดนทางภาคตะวันตก เพื่อความคล่องตัวในการสั่งการและรักษาความลับทางการทหาร จักรพรรดิยงเจิ้งได้จัดตั้งหน่วยบัญชาการทหาร (军机房) ขึ้นในพระราชวัง รายงานการทหารจะส่งตรงถึงพระองค์ และให้กองทัพฟังคำส่งของกษัตริย์เท่านั้น ภายหลังหน่วยงานดังกล่าวเป็นเครื่องมือที่เอื้ออำนวยให้กษัตริย์สามารถรวบอำนาจการบริหารงานแผ่นดินไว้ในมือได้ง่ายขึ้น และยังมีบทบาทช่วยบริหารงานบ้านเมืองที่สำคัญๆ  ดังนั้น ปี ค.ศ. 1791 ตรงกับปีที่ 56 ในรัชสมัยจักรพรรดิเฉียนหลง  มุขมนตรีจึงถูกยกเลิก

     พื้นที่แถบภาคตะวันตกของจีนเข้าสู่ความสงบในรัชสมัยของจักรพรรดิเฉียนหลง นับรวมแล้วราชสำนักชิงใช้เวลา 7-8 ทศวรรษ (ค.ศ.1673 – ค.ศ.1750) ในการรวมศูนย์อำนาจการปกครองไว้ที่ส่วนกลาง เมื่อถึงรัชสมัยของจักรพรรดิเฉียนหลงเป็นยุคที่ราชสำนักชิงมั่นคงแข็งแกร่งที่สุด สำหรับการปกครองดินแดนที่เคยอยู่นอกอำนาจการปกครองของราชสำนักนั้น ได้ใช้รูปแบบที่แตกต่างกันเพื่อให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่และคงวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่นไว้ เช่น ดินแดนทิเบตยังคงมีองค์ดาไลลามะเป็นประมุข แต่ต้องปฏิบัติตามกฎบัตรว่าด้วยการปกครองทิเบต ซึ่งทางราชสำนักได้กำหนดไว้ ไม่ว่าจะด้านกฎหมาย การทหาร ศาสนา และระบบการบริหารท้องถิ่น โดยมีขุนนางชั้นสูงจากราชสำนักในฐานะผู้แทนพระองค์ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการ  ดินแดนแมนจูเรีย มองโกเลีย และซิงเกียงมีผู้บัญชาการกองทัพประจำพื้นที่เป็นผู้ดูแล เพราะยังมีบางกลุ่มที่ไม่ยอมจำนน ส่วนดินแดนทางภาคใต้ที่เดิมอยู่ในอำนาจของ ‘3 อ๋อง’ ก็จัดแบ่งเขตปกครองเป็นมณฑล  เขต  อำเภอ  ตำบล และหมู่บ้าน                                         

 สังคม  เศรษฐกิจ และการค้า  

     การเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เด่นชัดในรัชสมัยจักรพรรดิคังซี จักรพรรดิยงเจิ้ง และจักรพรรดิเฉียนหลง ซึ่งเป็นยุครุ่งเรืองของราชวงศ์ชิง คือ ประชากรจีนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว  โดยเห็นได้จากระหว่างปี ค.ศ. 1573 – ค.ศ. 1620 ในสมัยปลายราชวงศ์หมิง จีนมีประชากรราว 100 ล้านคน ต่อมาด้วยสภาพบ้านเมืองที่เกิดกบฏชาวนาในหลายท้องที่ ทั้งยังต้องทำศึกสงครามกับราชวงศชิงที่ต้องการเข้ามายึดครองแผ่นดิน ชาวบ้านจำนวนมากต่างล้มตายเพราะภัยสงคราม ความอดอยากแล้งแค้น และโรคระบาด ดังนั้น ในปี ค.ศ. 1644 เมื่อราชวงศ์ชิงล้มล้างราชวงศ์หมิงและเข้ายึดครองนครปักกิ่ง จำนวนประชากรในตอนนั้นจึงลดลงเหลือประมาณ 70 ล้านคน   

     แต่ตั้งแต่กลางรัชสมัยของจักรพรรดิคังซีเป็นต้นมา ประชากรจีนได้เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว ในปลายรัชสมัยของพระองค์ ประชากรจีนเพิ่มขึ้นเป็น 100 กว่าล้านคนอีกครั้ง มาถึงต้นรัชสมัยของจักรพรรดิเฉียนหลงก็เพิ่มเป็น 140 ล้านคน หลังจากนั้นอีกเพียงครึ่งศตรวรรษ  ปี ค.ศ. 1790 ซึ่งตรงกับปีที่ 55  ในรัชสมัยของจักรพรรดิเฉียนหลง  ประชากรจีนก็มีจำนวนถึง 300 กว่าล้านคน  คิดเป็นสัดส่วน 1 ใน 3 ของประชากรทั่วโลก[3]

     สาเหตุที่จำนวนประชากรจีนเพิ่มขึ้นอย่างมาก  มี 3 สาเหตุหลัก

     1. ตั้งแต่รัชสมัยของจักรพรรดิคังซีเป็นต้นมา  สังคมจีนเริ่มเข้าสู่ความสงบสุข  ราชสำนักชิงเข้มแข็งและมั่นคงขึ้น     

     2. ปลายรัชสมัยของจักรพรรดิคังซี พระองค์ได้ริเริ่มนโยบายลดความซ้ำซ้อนในการจัดเก็บภาษีและการเกณฑ์แรงงาน เพื่อผ่อนเบาภาระของราษฎร จากเดิมที่ต้องชำระภาษีที่นา ภาษีรายหัว และถูกเกณฑ์แรงงาน ก็กำหนดให้ชายอายุระหว่าง 16-60 ปี ซึ่งต้องถูกเกณฑ์แรงงานตามกำหนดนั้น ให้ได้รับการยกเว้นเมื่อเข้าทำงานในไร่นาโดยชำระเพียงภาษีที่นาเท่านั้น ส่วนผู้ที่ชำระภาษีที่นาแล้วก็ไม่ต้องชำระภาษีรายหัวอีก นโยบายนี้ดำเนินการอย่างจริงจังในรัชสมัยของจักรพรรดิยงเจิ้งเป็นต้นมา  ทำให้จำนวนแรงงานในภาคการเกษตรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันพื้นที่เพาะปลูกก็เพิ่มขึ้นด้วยจากการแผ้วถางที่ดินรกร้างเพื่อบุกเบิกให้เป็นไร่นา การปรับปรุงระบบการจัดเก็บภาษีและเกณฑ์แรงงานนี้เป็นการพัฒนาภาคการเกษตรครั้งใหญ่  ซึ่งส่งผลให้จำนวนประชากรเพิ่มตามไปด้วย                  

     3. การส่งเสริมภาคการเกษตร โดยเฉพาะการปลูกมันฝรั่ง มันเทศ ถั่วลิสง และข้าวโพดที่เป็นสายพันธุ์จากทวีปอเมริกาเนื่องจากให้ผลผลิตสูง รวมทั้งพืชเกษตรอื่นๆ เช่น ฝ้าย และอ้อย  ผืนดินแถบภาคใต้ที่เหมาะกับการปลูกข้าว ชาวนาสามารถทำนาได้ปีละ 2 ครั้ง พอหมดฤดูทำนาก็ปลูกมันเทศ ต้นโซบะ (เมื่อนำเมล็ดจากต้นโซบะไปบดละเอียดจะได้แป้งสำหรับทำเส้นโซบะ) และต้นผักที่ให้เมล็ดเพื่อสงัดน้ำมัน

     จักรพรรดิคังซีทรงตระหนักดีว่า การพัฒนาระบบชลประทานมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อภาคการเกษตร พระองค์จึงพยายามแก้ไขปัญหาน้ำในแม่น้ำสายหลักที่มักล้นเอ่อท่วมพื้นที่เกษตร และเชื่อมต่อเส้นทางน้ำให้เป็นเส้นทางขนส่งสินค้าและเสบียงอาหารระหว่างภาคเหนือและภาคใต้ของจีน นโยบายปรับปรุบแก้ไขระบบชลประทานดำเนินมาอย่างต่อเนื่องถึงรัชสมัยจักรพรรดิยงเจิ้งและจักรพรรดิเฉียนหลง  เมื่อผลิตผลทางการเกษตรเพิ่มขึ้นจำนวนประชากรก็เพิ่มขึ้นด้วย    

      สภาพสังคมที่เข้าสู่ความสงบ มีการพัฒนาภาคการเกษตร และความเป็นอยู่ของราษฎรเริ่มดีขึ้นนี้ ส่งผลให้งานหัตถกรรมและอุตสาหกรรมได้รับการฟื้นฟู ดังเช่น การทอผ้า การทำเครื่องปั้น/เครื่องลายคราม การขุดถ่านหินและแร่ทองแดงเมื่อสินค้าจากภาคการเกษตร หัตถกรรม และอุตสาหกรรมมีจำนวนมากขึ้น การค้าขายก็คึกคึกตามไปด้วย  เมื่องสำคัญหลายแห่งตามริมฝั่งแม่น้ำแยงซีเกียง และชายฝั่งทะเล เช่น นานกิง กวางเจา และเซี่ยเหมินกลับมาเป็นเมืองท่าสำคัญอีกครั้ง ซึ่งเมื่องท่าแต่ละแห่งจะเป็นศูนย์กลางขนถ่ายสินค้าเฉพาะอย่าง อาทิ  เมืองท่าค้าเครื่องเงินอยู่ที่เมืองเจิ้นเจียง (镇江)   เมืองท่าค้าผ้าอยู่ที่เมืองอูซี(无锡)

     การค้าส่วนใหญ่ในขณะนั้นเป็นการค้าภายในประเทศ เนื่องจากราชสำนักชิงมีนโยบายปิดกั้นการค้ากับต่างชาติด้วยเหตุผลทางการเมืองมาตั้งแต่เริ่มแรกแล้ว โดยสั่งปิดชายฝั่งทะเลตั้งแต่มณฑลซานตงไปจรดใต้สุดของจีน และบังคับให้ผู้คนที่อาศัยอยู่ริมฝั่งทะเลอพยพเข้าไปอยู่ตอนในของประเทศ ทั้งนี้เพื่อป้องกันภัยคุกคามจากกองทัพราชวงวงศ์หมิงที่ยังหลงเหลืออยู่ภายใต้การบัญชาการของแม่ทัพเจิ้งเฉิงกง ซึ่งได้หนีไปตั้งฐานอยู่บนเกาะไต้หวัน ขณะเดียวกันเป็นการตัดเส้นทางติดต่อของกลุ่มคนบนแผ่นดินใหญ่ที่ยังภักดีต่อราชวงศ์ก่อนและต้องการฟื้นฟูราชวงศ์ขึ้นมาใหม่ ไม่ให้ติดต่อกับพวกพ้องที่อยู่ไต้หวัน ซึ่งคนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ได้ถอยหนีมาอยู่ทางภาคใต้ของจีน

     ในรัชสมัยของจักรพรรดิ์คังซี เมื่ออำนาจ ‘3 อ๋อง’ ถูกกำราบ เกาะไต้หวันกลับมาอยู่ภายใต้การปกครองของราชสำนัก และชายแดนทางตอนเหนือที่ติดกับจักรวรรดิรัสเซียเข้าสู่ความสงบ พระองค์จึงทรงยกเลิกคำสั่งห้ามดังกล่าวและเปิดการค้าขายตามชายฝั่งทะเลกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างญี่ปุ่น เกาหลี และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยกเว้นชาติตะวันตก โดยจำกัดเฉพาะเมื่องท่าสำคัญที่ได้จัดตั้งด่านศุลกากรเท่านั้น ได้แก่ กวางเจา(广州)  จ้างโจว(漳州) หนิงโป(宁波)  และนานกิง(南京)   สินค้าส่งออกสำคัญของจีน ได้แก่  ผ้าไหม  ผ้าแพร  ผลิตภัณฑ์จากฝ้าย  เครื่องลายคราม  น้ำตาล  และใบชา  เป็นต้น  สาเหตุที่ห้ามค้าขายกับชาติตะวันตก พระองค์เคยตรัสต่อเหล่าขุนนางว่า “บรรดาประเทศตะวันตก  ภายภาคหน้าอีกร้อยปีพันปี  เห็นทีจะเป็นภัยต่อบ้านเมือง  นี่เราคิดคาดการณ์ไว้ก่อน...”      

     สังคมและเศรษฐกิจของจีนที่พัฒนาในช่วงที่ราชวงศ์ชิงกำลังรุ่งเรืองนี้ ทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของจีนในขณะนั้น มีสัดส่วนถึง 1 ใน 3 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมโดยรวมทั้งโลก ศาสตราจารย์ Paul Kennedyนักวิชาการชาวอเมริกาได้กล่าวไว้ในหนังสือ The Rise and Fall of the Great Powers ของเขาว่า “ประเทศจีนภายใต้การปกครองของราชวงศ์ชิงในช่วงที่เจริญรุ่งเรือง  ปริมาณผลผลิตภาคหัตถกรรมและอุตสาหกรรมของจีนมีสัดส่วน 30% –  32 %  ของผลผลิตภาคหัตกรรมและอุตสาหกรรมทั้งโลก  ขณะที่ภูมิภาคในยุโรปมีสัดส่วนอยู่ที่ 23.2% ”  แม้แต่ภายหลังจากที่ปฏิวัติอุตสาหกรรมในยุโรปแล้ว อดัม สมิธ (Adam Smith) นักเศรษฐศาสตร์การเมืองชาวสกอตแลนด์ ก็เคยกล่าวไว้ว่า “ถึงแม้วิทยาการด้านการผลิตของจีนกับอินเดียจะล้าหลัง  แต่ก็ไม่ได้ล้าหลังไปกว่าชาติอืนๆ ในยุโรปมากนัก”     

     ด้วยจำนวนประชากรและผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของจีนในยุคสมัยนั้น กล่าวได้ว่าจีนเป็นประเทศยักษ์ใหญ่ของโลก แต่ถึงกระนั้น เมื่อเปรียบเทียบจีนกับประเทศตะวันตกแล้ว ในด้านคุณภาพประชากรและด้านวิทยาการถือว่ายังล้าหลังประเทศในยุโรปมาก ผลจากยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาในยุโรป (Renaissance- ราวศตวรรษที่ 14 ถึงกลางศตวรรษที่ 17 ) ที่มีการพัฒนาด้านศิลปะแขนงต่างๆ ทั้งปรัชญา การศึกษา และวิทยาศาสตร์ ทำให้สเปนและโปรตุเกสต่างประสบความสำเร็จในการสำรวจเส้นทางเดินทะเล และมีการแสวงหาอาณานิคม  ชาวจีนจึงมีการค้าขายทางทะเลกับสเปนและโปรตุเกสตั้งแต่ปลายราชวงศ์หมิงแล้ว มาในสมัยราชวงศ์ชิงทางราชสำนักมีนโยบายปิดกั้นการค้ากับชาติตะวันตก เพราะเหตุผลทางการเมืองและเกรงจะนำภัยคุกคามมาสู่บ้านเมือง ดังนั้นในรัชสมัยจักรพรรดิคังซี พระองค์จึงจำกัดการค้าขายกับตะวันตก มาในสมัยของจักรพรรดิเฉียนหลงก็ดำเนินนโยบายปิดกั้นที่เข้มงวดขึ้น โดยกำหนดให้พ่อค้าชาวตะวันตกเทียบเรือค้าขายได้เฉพาะที่เมืองกวางเจาเท่านั้น และต้องปฏิตามกฎเกณฑ์ข้อบังคับหลายอย่าง การค้าของจีนกับชาติตะวันตกในสมัยราชวงศ์ชิงจึงไม่เฟื่องฟูเหมือนสมัยราชวงศ์หมิง     

ภาษาและวัฒนธรรม

     ชนชั้นปกครองของราชวงศ์ชิงเป็นชนเผ่าแมนจู เมื่อเข้ามาปกครองแผ่นดินจีนที่พลเมืองส่วนใหญ่เป็นชาวจีนฮั่น ย่อมต้องเผชิญกับแรงต่อต้าน จักรพรรดิคังซีทรงตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว และทรงเรียนรู้จากข้อผิดพลาดของราชวงศ์หยวน(ราชวงศ์มองโกล) พระองค์จึงเลือกใช้ทั้งนโยบายแข็งกร้าวและผ่อนปรน พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับภาษาและวัฒนธรรมของชาวจีนฮั่น ไม่เพียงสืบสานต่อยังพัฒนาส่งเสริมอีกด้วย เช่น ส่งเสริมหลักคำสอนของขงจื้อ เรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมประเพณีของชาวจีนฮั่น รื้อฟื้นระบบการสอบคัดเลือกเข้ารับราชการของจีนที่มีมานับพันปี ซึ่งล้มเลิกไปพร้อมกับการสิ้นสุดของราชวงศ์หมิง เพื่อให้ชาวจีนฮั่นที่มีความรู้ความสามารถได้เข้ารับราชการ  เป็นต้น นอกจากนี้ยังให้แต่ละชนเผ่าดำรงวิถีชีวิตตามวัฒนธรรมประเพณีของตน

     ราชสำนักชิงดำเนินนโยบายนี้มาโดยตลอด จักรพรรดิยงเจิ้งเคยตรัสว่า “วิถีชีวิต ประเพณีของชนเผ่าหนึ่งๆ มีมาแต่โบราณ ที่ผ่านมาบรรพกษัตริย์ก็ไม่ได้ก้าวกาย หรือให้เลิกล้าง...” มาถึงรัชสมัยของจักรพรรดิเฉียงหลง พระองค์ทรงเรียนรู้ภาษาของต่างชนเผ่า  ไม่เพียงแตกฉานภาษาจีนของชาวจีนฮั่น ยังรู้ภาษามองโกล ภาษาทิเบต และภาษาเหวยอู๋เอ่อร์ (ภาษาของชาวเผ่าเหวยอู๋เอ่อร์ในซินเกียง) เมื่อผู้นำของชนเผ่าเหล่านี้เข้าเฝ้า พระองค์จะปฏิสันถารด้วยภาษาของชนเผ่านั้น          

     ในรัชสมัยของจักรพรรดิคังซี จักรพรรดิยงเจิ้งและจักรพรรดิเฉียนหลง อันเป็นยุครุ่งเรืองแห่งราชวงศ์ชิงได้เรียบเรียงตำราเล่มสำคัญไว้หลายเล่ม  เช่น  

     1. สารานุกรมจากอดีตถึงปัจจุบันพร้อมภาพประกอบ《古今图书集成》จัดทำขึ้นตามพระดำริของจักรพรรดิคังซี สารานุกรมฯ  เล่มนี้มีทั้งหมด 10,000  บรรพ  รวม 160 ล้านตัวอักษร  เริ่มเรียบเรียงเมื่อปี ค.ศ.1701  เสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ.1728  รัชสมัยของจักรพรรดิยงเจิ้ง รวมระยะเวลา 28 ปี  สารานุกรมฯ เล่มนี้ได้เก็บรวบรวมความรู้หลากหลายสาขาของจีนตั้งแต่บรรพกาลจนถึงต้นราชวงศ์ชิง ไม่ว่าจะด้านดาราศาสตร์ ภูมิศาสตร์ มนุษยศาสตร์ ประวัติศาสตร์  อักษรศาตร์  การปกครอง  การศึกษา  กสิกรรม  การแพทย์จีน  ปรัชญา  ศิลปะ  และงานช่างแขนงต่างๆ  ฯลฯ  นับว่าเป็นตำราที่ใช้สืบค้นข้อมูลต่างๆ ครั้งอดีตของจีนได้แทบทุกด้าน 

     2. พจนานุกรมคังซี《康熙字典》เป็นพจนานุกรมภาษาจีนเล่มใหญ่ที่สุดที่ราชสำนักจีนเคยจัดทำ รวบรวมอักษรจีนไว้ถึง 47,035 ตัว โดยจัดเรียงตามหมวดคำและลำดับขีดของตัวอักษร  นับเป็นพจนานุกรมที่รวบรวมอักษรจีนไว้ครบถ้วนที่สุดและให้คำอธิบายไว้ครอบคลุมที่สุดในขณะนั้น เนื่องจากพจนานุกรมเล่มนี้ จักรพรรดิคังซีมีรับสั่งให้คณะราชบัณฑิตจัดทำขึ้น ใช้ระยะเวลารวม 6 ปีถึงแล้วเสร็จ (ค.ศ.1710 – ค.ศ.1716)  จึงใช้ชื่อว่า ‘พจนานุกรมคังซี’   

     3. ประมวลสาส์นสี่ภาค《四库全书》จัดทำตามพระประสงค์ของจักรพรรดิเฉียนหลงที่ต้องการรวบรวมตำราสำคัญต่างๆ ของจีนไว้เป็นระบบ ใช้ระยะเวลาร่วม 10 ปี (ค.ศ.1772 – 1782) จึงแล้วเสร็จ ถือว่าเป็นตำราชุดใหญ่ที่รวมตำราหนังสือสำคัญของจีนตั้งแต่อดีต โดยจัดแบ่งเป็น 4 ภาค ได้แก่ ภาคคัมภีร์ (经部– รวบรวมคัมภีร์ปรัชญาขงจื้อ 13 เล่ม และตำราโบราณอื่นๆ ) ภาคประวัติศาสตร์ (史部- รวบรวมเอกสาร/หนังสือทางประวัติศาสตร์ทุกประเภท) ภาคสรรพศาสตร์ (子部– รวบรวมตำราแต่ละสาขา/วิชา เช่น นิติธรรม การทหาร  การแพทย์  กสิกรรม  ดาราศาสตร์  โหราศาสตร์  ศิลปศาสตร์  ปรัชญาสำนักเต๋า/สำนักขงจื้อ ฯลฯ ) ภาคชุมนุมนิพนธ์ (集部– รวบรวมบทประพันทั้งร้อยแก้วและร้อยกลอน)

     กล่าวได้ว่า  แผ่นดินจีนภายใต้การปกครองของราชวงศ์แมนจูในรัชสมัยของจักรพรรดิคังซี จักรพรรดิยงเจิ้ง และจักรพรรดิเฉียนหลง ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น 3 รัชสมัยที่รุ่งเรืองแห่งราชวงศ์ชิง ราชสำนักมีความเข้มแข็งทางการเมือง ภาคการเกษตรได้รับการพัฒนา ภาษาและวัฒนธรรมก็ได้รับการส่งเสริมจากทางการ จึงเป็นยุคสมัยที่จีนรุ่งเรืองอีกครั้งและเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะเสื่อมถอย ล่มสลายและเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบบสมบูรณาญาสิทธิราชมาเป็นระบบสาธารณรัฐ   

คังซี  (康熙)  ยงเจิ้ง (雍正)  เฉียนหลง  (乾隆
                                                                                คังซี (康熙) ยงเจิ้ง (雍正) เฉียนหลง (乾隆

 

 

[1] ตั้งแต่ราชวงศ์หมิงจนถึงราชวงศ์ชิง รวมระยะเวลา 543  ปี  ( ค.ศ.1368 - 1911 ) กษัตริย์ของจีนแต่ละพระองค์มีรัชศกประจำรัชกาลเพียง 1 รัชศกเท่านั้น

    (ยกเว้น ในสมัยของจักรพรรดิหวงไท้จี๋ ) และตั้งแต่กษัตริย์พระองค์สุดท้ายของราชวงศ์หมิงเป็นต้นมา ก็เริ่มนิยมใช้ชื่อรัชศกในการขนานพระนามของกษัตริย์   

[2]  ประกอบด้วย  1. ผิงซีอ๋อง อูซานกุ้ย (平西王吴三桂) ปกครองยูนนานและกุ้ยโจว    2.  ผิงหนานอ๋อง ซ่างเข่อสี่  (平南王尚可喜) ปกครองกวางตุ้ง   3. จิ้งหนานอ๋อง เกิ่งจ้งหมิง  (靖南王耿仲明) ปกครองฮกเกี้ยน  ทั้ง 3 เดิมเป็นขุนนางในราชสำนักหมิง แต่ยอมจำนนต่อราชสำนักชิง และยังช่วยราชวงศ์ชิงล้มลางราชวงศ์หมิง จึงมีความดีความชอบได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอ๋อง  ต่อมาเมื่อแต่ละคนมีฐานอำนาจที่มั่นคงในดินแดนที่ตนปกครองแล้ว ก็เริ่มแข็งข้อและเป็นภัยคุกคามราชสำนักชิง  

[3]ขณะนั้น ทั้งโลกมีประชากรประมาณ  900  ล้านคน  อังกฤษมีประชากรราว 16  ล้านคน  ฝรั่งเศสมีประมาณ  28  ล้านคน สหรัฐอเมริกามีเพียง 4  ล้านกว่าคน  สำหรับสยามประเทศตรงกับสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มีประชากรประมาณ 2-3 ล้านคน 

Last modified onวันพุธ, 06 กรกฎาคม 2559 15:37