บันทึกประวัติศาสตร์ ฉบับของหลี่ว์ปู้เหวย - มหาอุปราชแห่งแคว้นฉิน

หลี่ว์ปู้เหวย - มหาอุปราชแห่งแคว้นฉิน หลี่ว์ปู้เหวย - มหาอุปราชแห่งแคว้นฉิน

     แผ่นดินจีนนับตั้งแต่สมัยราชวงศ์โจว (周朝1,000 – 256 ปีก่อนคริสตกาล) บรรดาแว่นแคว้นทั้งหลายต่างมีบันทึกประวัติศาสตร์ของตนเอง ในลักษณะดั่งจดหมายเหตุที่เรียงร้อยเรื่องราวตามลำดับเวลาหรือฤดูกาลในแต่ละปี บันทึกจดหมายเหตุเหล่านี้ถูกเรียกย่อๆ ว่า ‘ชุนชิว’《春秋》 ซึ่งย่อมาจากชื่อฤดูกาลทั้ง 4 คือ ‘ชุน’ (春 ฤดูใบไม้ผลิ)  ‘เซี่ย’ (夏 ฤดูร้อน)  ‘ชิว’ (秋  ฤดูใบไม้ร่วง) และ ‘ตง’ (冬 ฤดูหนาว)

     มีอยู่เพียงไม่กี่แคว้นที่เรียกบันทึกประวัติศาสตร์ของแคว้นตนหรือจดหมายเหตุนี้ในชื่ออื่น เช่น แคว้นจิ้น (晉)  เรียกบันทึกประวัติศาสตร์ของตนว่า ‘เซิ่ง’ 《乘》  ส่วนแคว้นฉู่ (楚)  เรียกบันทึกประวัติศาตร์ของตนว่า ‘ถาวอู้’ 《檮杌》

     ‘ชุนชิว’ เดิมเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ของแคว้นหลู่ (鲁)  ซึ่งเป็นบ้านเกิดของขงจื๊อ   บันทึกประวัติศาสตร์เล่มนี้มีมาก่อนขงจื๊อเกิดเสียอีก  แต่ท่านได้นำมาเรียบเรียงใหม่ โดยมีเป้าหมายเพื่อใช้บันทึกประวัติศาสตร์ฉบับนี้วิพากษ์ความผิดถูกชั่วดีของการเมืองการปกครองและสังคมในสมัยนั้น ทั้งยังจัดระเบียบการใช้ภาษาให้เหมาะสม เช่น คำว่า ‘ซา’(殺)หมายถึง ฆ่า หรือ สังหาร ขงจื๊อได้ใช้คำว่า ‘ซื่อ’  (弒ฆ่า หรือ สังหาร) ในกรณีที่ผู้ลงมือสังหารเป็นผู้ที่มีฐานะต่ำกว่า เช่น  ขุนศึกเข่นฆ่าเจ้าผู้ครองแคว้นของตนหรือลูกสังหารพ่อ เป็นต้น  เพราะฉะนั้นผู้ที่ประสงค์จะศึกษาวิเคราะห์แนวคิดการปกครองบ้านเมือง และปรัชญาการดำเนินชีวิตของขงจื๊อ จึงต้องศึกษาค้นคว้าจาก ‘ชุนชิว’  ต่อมาคำว่า ‘ชุนชิว’  ได้กลายเป็นชื่อยอดนิยมที่ใช้เรียกบันทึกประวัติศาตร์ประเภทนี้ในยุคสมัยนั้น  

     ‘ชุนชิว’ ฉบับที่เป็นบันทึกประวัติศาสตร์ของแคว้นหลู่ตามที่ขงจื๊อได้เรียบเรียงใหม่นั้น ทั้งบรรพมีอักขระ 18,000 กว่าตัว เนื้อหาค่อนข้างย่นย่อ  เรียบง่าย  แต่เข้าใจยาก  บางประโยคมีตัวอักษรเพียงไม่กี่ตัว ประโยคขนาดยาวก็มีเพียงไม่กี่สิบตัวอักษร ในยุคหลังมีผู้เขียนคำอธิบายเนื้อความใน ‘ชุนชิว’ เล่มนี้ คล้ายกับพระไตรปิฎกทางพุทธศาสนาที่มีผู้เขียนอรรถาธิบายความบาลี ‘ชุนชิว’ ฉบับอรรถาธิบายความนี้ เรียกว่า ‘จ้วน’ (传)  ส่วน ‘ชุนชิว’ ต้นฉบับได้รับการยกย่องให้เป็นคัมภีร์ (经)    ผู้เขียนอรรถาธิบายความมีอยู่ด้วยกันสามท่านคือ จั่วชิวหมิง  (左丘明 ) คนยุคสมัยเดียวกับขงจื๊อ    กงหยางเกา(公羊高)และ กู่เหลียงชื่อ (穀梁赤) คนยุคสมัยจ้านกั๋ว ซึ่งเป็นชนรุ่นหลังจากขงจื๊อ อรรถาธิบายความหรืออรรถกถาของท่านเหล่านี้เรียกกันว่า ‘ชุนชิวจั่วซื่อจ้วน’ 《春秋左氏传》  ‘ชุนชิวกงหยางจ้วน’ 《春秋公羊传》 และ ‘ชุนชิวกู่เหลียงจ้วน’ 《春秋榖梁传》 ตามลำดับ

     ‘ชุนชิวจั่วซื่อจ้วน’ เรียกสั้นๆ ว่า ‘จั่วซื่อชุนชิว’ 《左氏春秋》 เป็นฉบับที่ใช้ภาษาได้งดงาม  คุณค่าสมบูรณ์ ครอบคลุมเนื้อหาทั้งด้านการเมือง การปกครอง การทหาร การต่างประเทศ และสังคมของแคว้นหลู่ รวมทั้งแคว้นอื่นๆ ในสมัยนั้น ดังนั้น หนังสือเล่มนี้ไม่เพียงใช้ศึกษาประวัติศาสตร์ของแคว้นหลู่  ยังสามารถศึกษาเหตุการณ์ของแคว้นต่าง ๆ ในสมัยปลายราชวงศ์โจวได้เป็นอย่างดี นอกจาก ‘ชุนชิว’ ฉบับที่เป็นบันทึกประวัติศาสตร์ของแคว้นหลู่ และ ‘ชุนชิว’ ฉบับอรรถาธิบายความแล้ว ยังมี ‘ชุนชิว’ อีกเล่มหนึ่งที่ทรงคุณค่าควรแก่การกล่าวถึงคือ ‘หลี่ว์ซื่อชุนชิว’ 《呂氏春秋》 ซึ่งเป็นผลงานที่รังสรรค์ขึ้นตามแนวความคิดของ หลี่ว์ปู้เหวย (呂不韦)  พ่อค้าวาณิชผู้มีสายตาอันยาวไกลที่ผันเปลี่ยนชีวิตของตนขึ้นสู่ตำแหน่งมหาอุปราชแห่งแคว้นฉิน มีอำนาจราชศักดิ์อยู่ใต้คนเพียงหนึ่งคน  แต่อยู่เหนือคนทั่วหล้า     


 แผนอันยิ่งใหญ่ของหลี่ว์ปู้เหวย 

     หลี่ว์ปู้เหวยเป็นพ่อค้าชาวเมืองหยางตี๋ (阳翟) แห่งแคว้นหาน (韩) ที่มีวิสัยทัศน์สุดยอด มีวาทศิลป์ด้านการเจรจาและมักคิดการใหญ่ นับเป็นพ่อค้าที่เลื่องชื่อในประวัติศาสตร์จีน ตอนที่เขาไปค้าขายยังเมืองหานตาน (邯郸) ในแคว้นจ้าว (赵) ได้รู้จักกับบุรุษนามว่า จื๋อฉู่  (子楚) หรือนามเดิมว่า อี้เหยิน (异人)  เป็นบุตรของอานกั๋วจวิน (安国君) องค์รัชทายาทแห่งแคว้นฉิน จื๋อฉู่จึงมีฐานะเป็นพระราชนัดดาของเจาเซียงหวาง (秦昭襄王) เจ้าผู้ครองแคว้นฉินในขณะนั้น แต่จำต้องมาตกระกำลำบากที่แคว้นจ้าวในฐานะตัวประกัน ในสมัยจ้านกั๋ว (戰國 ช่วงปลายราชวงศ์โจว) แคว้นหรือรัฐต่างๆ จ้องเขมือบซึ่งกันและกัน ยามญาติดีกันจะส่งลูกหลานของตนไปเป็นตัวประกันของอีกฝ่ายหนึ่ง แต่เวลาที่เกิดเขม่นกันขึ้นมาก็ยกทัพทำสงคราม ทำให้คนที่เป็นตัวประกันตกที่นั่งลำบาก ชีวิตเหมือนแขวนอยู่บนเส้นด้าย  

     หลี่ว์ปู้เหวยมองทะลุปรุโปร่งว่า หากเจาเซียงหวางถึงแก่พิราลัย อานกั๋วจวินต้องได้ขึ้นครองราชย์อย่างแน่นอน แต่อานกั๋วจวินมีโอรสตั้งยี่สิบกว่าพระองค์ ถ้าเป็นไปตามลำดับโอกาสที่จื๋อฉู่จะได้เป็นองค์รัชทายาทนั้นริบหรี่เหมือนแสงหิ่งห้อยยามค่ำ  มิหนำซ้ำจื๋อฉู่ยังเกิดจากชายาที่ไม่ทรงโปรดอีกด้วย  แต่หากเดินตามแผนของตนที่คิดไว้โอกาสสำเร็จย่อมมีแน่ จื๋อฉู่องค์ชายตกยากคนนี้จะได้เป็นอ๋องแห่งแคว้นฉินในวันข้างหน้า การช่วยคนๆ หนึ่งให้ขึ้นเป็นเจ้าผู้ครองแคว้น นับเป็นการลงทุนที่จะได้ผลตอบแทนอย่างประมาณค่ามิได้ เมื่อคิดได้ดังนี้ เขาจึงรำพึงรำพันออกมาว่า “ฉีฮั่วเข่อจวี” (奇貨可居) หมายถึง “ของนี้พิเศษนัก  สามารถเก็บตุนไว้แสวงหาประโยชน์ในภายหน้าได้”    

     หลี่ว์ปู้เหวยสืบทราบว่า อานกั๋วจวินบิดาของจื๋อฉู่โปรดปรานหัวหยางฟูเหยิน (华阳夫人) อย่างที่สุด และที่สำคัญ หัวหยางฟูเหยินไม่สามารถมีบุตรได้ หากทำให้หัวหยางฟูเหยินยอมรับจื๋อฉู่เป็นบุตรบุญธรรม เมื่ออานกั๋วจวินได้ขึ้นครองราชย์ โอกาสที่จื๋อฉู่จะแซงหน้าองค์ชายคนอื่นๆ ขึ้นเป็นองค์รัชทายาทก็ไม่ไกลเกินเอื้อม หลี่ว์ปู้เหวยจึงเล่าแผนการของตนให้จื๋อฉู่ฟัง พร้อมกับมอบเงินจำนวนหนึ่งให้จื๋อฉู่ไปเข้าสังคมคบหาผู้คน เพื่อยกระดับฐานะของตน ส่วนหลี่ว์ปู้เหวยไปเข้าเส้นสายฝ่ายพี่สาวของหัวหยางฟูเหยิน โดยหว่านเงินทองและของกำนัลเป็นว่าเล่น แต่อ้างว่าเป็นสินน้ำใจจากจื๋อฉู่ เพื่อสร้างภาพพจน์ว่า จื๋อฉู่เป็นองค์ชายที่มีความสามารถ ขนาดไปเป็นตัวประกันยังสร้างเนื้อสร้างตัว มีชื่อเสียงได้ถึงเพียงนี้ อีกทั้งยกย่องจื๋อฉู่ว่าเคารพรักหัวหยางฟู   เหยินดั่งมารดาผู้บังเกิดเกล้า ครั้นหัวหยางฟูเหยินได้ยินคำเหล่านี้ ก็รู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะรู้ดีว่าตนมีข้อด้อยที่ไม่สามารถมีบุตรกับอานกั๋วจวิน หากวันใดไม่เป็นที่โปรดปรานแล้วจะตกที่นั่งลำบากเป็นแน่ นางจึงออดอ้อนอานกั๋วจวิน อนุญาตให้ตนรับจื๋อฉู่เป็นบุตรบุญธรรม และแต่งตั้งจื๋อฉู่เป็นทายาทผู้สืบสกุล (嗣子) อานกั๋วจวินตามใจนางด้วยความเสน่หา ทุกอย่างจึงเป็นไปตามแผนของหลี่ว์ปู้เหวย      เมื่อแผนการสำเร็จในระดับหนึ่ง หลี่ว์ปู้เหวยก็จัดงานเลี้ยงเป็นนิจ มีอยู่ครั้งหนึ่งเขาจงใจให้จ้าวจี (赵姬) ภรรยาน้อยผู้เลอโฉมของตนรินสุราให้แก่จื๋อฉู่ ครั้นจื๋อฉู่ได้ยลโฉมของนางก็ต้องศรกามเทพทันที จึงเอ่ยปากขอนางกับหลี่ว์ปู้เหวยเอาดื้อๆ โดยถือคติด้านได้อายอด  หลี่ว์ปู้เหวยแสร้งทำเป็นฉุนเฉียวในตอนแรก จากนั้นก็ยกนางให้แก่จื๋อฉู่  การวางหมากเม็ดนี้ของหลี่ว์ปู้เหวยล้ำลึกนัก และกลายเป็นจุดหักเหที่สร้างปมปริศนาในภายหลัง     

     ตามบันทึกประวัติศาสตร์บางฉบับตีความได้ว่า ‘ตอนที่หลี่ว์ปู้เหวยยกจ้าวจีให้แก่จื๋อฉู่นั้น จ้าวจีได้ตั้งครรภ์อยู่ก่อนแล้ว ต่อมาได้คลอดเป็นบุตรชาย ให้ชื่อว่า อิ๋งเจิ้ง (嬴政) จื๋อฉู่ก็เข้าใจว่าเป็นลูกของตน’ ภายหลังเมื่ออานกั๋วจวินและจื๋อฉู่ขึ้นครองราชย์เป็นเซี่ยวเหวินหวาง (秦孝文王) และจวงเซียงหวาง (秦庄襄王) เจ้าผู้ครองแคว้นฉิน ตามลำดับ และได้สิ้นชีพในเวลาอันสั้น อิ๋งเจิ้ง (嬴政) ก็ขึ้นครองราชย์แทน ทรงพระนามว่า ฉินหวางเจิ้ง (秦王政)  หรือฉินสื่อหวงตี้ (秦始皇帝) ซึ่งคนไทยรู้จักกันในนาม ‘จิ๋นซีฮ่องเต้’ ปมปริศนาจึงมีอยู่ว่า แท้จริงแล้วอิ๋งเจิ้งหรือจิ๋นซีฮ่องเต้เป็นลูกของใครกันแน่? ในพงศาวดารสื่อจี้ซึ่งเป็นพงศาวดารเล่มแรกของจีนและเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ที่เชื่อถือได้มากที่สุด ซื่อหม่าเชียนก็บันทึกชาติกำเนิดของจิ๋นซีฮ่องเต้ไว้ไม่ชัดเจนทำให้ตีความได้สองแง่มุม นักประวัติศาสตร์จีนในปัจจุบันจึงมีทั้งฝ่ายที่เห็นว่า จิ๋นซีฮ่องเต้เป็นลูกของจื๋อฉู่ และฝ่ายที่เห็นว่าเป็นลูกของหลี่ว์ปู้เหวย

     เรื่องราวในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมานานนับสองพันปี ผู้คนในปัจจุบันยากที่จะรู้ข้อเท็จจริงได้ ผู้สนใจประวัติศาสตร์ รวมถึงนักอ่านและนักเขียนจะต้องอาศัยบันทึกประวัติศาสตร์ที่เชื่อถือได้เป็นข้อยุติ สำหรับอนาคตบันทึกประวัติศาสตร์บางเรื่องบางตอนอาจเปลี่ยนแปลง หากค้นพบหลักฐานใหม่หรือมีวิธีพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้ 

      สำหรับหลี่ว์ปู้เหวย การเป็นพ่อค้าก็สร้างฐานะความมั่งคั่งได้มากพออยู่แล้ว เหตุใดจึงต้องคิดทำอะไรมากกว่านี้โดยยอมทุ่มเงินทองซื้อเส้นสายไว้มากมาย  เขาต้องการสร้างความร่ำรวยให้มากยิ่งขึ้นแค่นั้นหรือ ?

     อิ๋งเจิ้งหรือจิ๋นซีฮ่องเต้ เกิดที่แคว้นจ้าว (赵) เมื่อ 258 ปีก่อนคริสตกาล ขณะนั้นจื๋อฉู่ยังอยู่ในฐานะตัวประกัน แต่ด้วยความสามารถของพ่อค้าอย่างหลี่ว์ปู้เหวย เขาได้ติดสินบาทคาดสินบน ในที่สุดก็หาเส้นสายเปิดทางให้จื๋อฉู่กับจ้าวจีและลูกเดินทางกลับแคว้นฉินได้สำเร็จ

     จื๋อฉู่กลับมาถึงแคว้นฉินไม่นาน จาวเซียงหวางผู้เป็นพระอัยกาธิราชก็ถึงแก่พิราลัย (เมื่อ 251 ปีก่อนคริสตกาล) หลังจากครองราชย์นานถึง 56 ปี อานกั๋วจวินผู้เป็นพระบิดาจึงสืบบัลลังก์ต่อ ทรงพระนามว่าเซี่ยวเหวินหวาง ขณะนั้นเซี่ยวเหวินหวางเข้าสู่วัยชราแล้ว ครองราชย์ได้ไม่ถึงปีก็ถึงแก่พิราลัย จื๋อฉู่ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นรัชทายาทจึงขึ้นเป็นเจ้าผู้ครองแคว้นฉินองค์ต่อมา เมื่อ 249 ปีก่อนคริสตกาล ทรงพระนามว่าจวงเซียงหวาง

    เมื่อจื๋อฉู่ได้เป็นเจ้าผู้ครองแคว้นฉินก็แต่งตั้งหลี่ว์ปู้เหวยเป็นอัครมหาเสนาบดี (相国) นักเขียนบางท่านแปลว่า ‘มหาอุปราช’ หมายถึง ผู้สำเร็จราชการต่างพระองค์ ท่านอาจารย์ทวีป วรดิลก ผู้ล่วงลับได้แปลไว้ว่า ‘สมุหนายก’ ทั้งสามคำล้วนให้ความหมายที่ใกล้เคียงกัน หลี่ว์ปู้เหวยยังได้รับการอวยยศเป็น ‘เหวินซิ่นโหว’ (文信侯 ซึ่งเทียบได้กับยศ ‘เจ้าพระยา’) กินศักดินาถึงหนึ่งแสนครัวเรือน หากคิดย้อนหลังไปเพียงสิบปีเศษ ตอนที่หลี่ว์ปู้เหวยยังวิ่งเต้นให้จื๋อฉู่อยู่นั้น เขาเห็นภาพอนาคตนี้ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง  นับเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ที่สุดยอด  ส่วนจ้าวจีก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นฮองเฮา

     จื๋อฉู่หรือจวงเซียงหวางครองราชย์ได้เพียง 4 ปีเศษ ก็สิ้นชีพด้วยอาการประชวร เมื่อ 247 ปีก่อนคริสตกาล อิ๋งเจิ้งได้ขึ้นครองราชย์สืบต่อด้วยวัยเพียง 13 ชันษา ทรงพระนามว่า ฉินหวางเจิ้ง ฮองเฮาจ้าวจีจึงได้เลื่อนฐานันดรศักดิ์เป็นองค์ไทเฮา ด้วยเหตุที่ฉินหวางเจิ้งยังทรงพระเยาว์ หลี่ว์ปู้เหวยจึงเป็นผู้สำเร็จราชการแทน และได้รับการอวยยศเพิ่มเป็นจ้งฟู่ (仲父พระบิดาบุญธรรม) ด้วยฐานะที่ยิ่งใหญ่ของหลี่ว์ปู้เหวยทำให้เขาติดความเคยชินแต่ครั้งเก่าก่อน ได้แอบเข้าหาองค์ไทเฮาตามอำเภอใจจนมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง การกระทำนี้เป็นสิ่งที่น่าตำหนินัก แม้ว่าจ้าวจีจะเคยเป็นผู้หญิงของตนมาก่อน แต่เมื่อยกให้จื๋อฉู่แล้วก็ไม่ควรคิดมาข้องแวะอีก  มิหนำซ้ำต่างก็มียศศักดิ์ที่ต้องคำนึงถึงเกียรติของกันและกัน

  ที่มาของ ‘หลี่ว์ซื่อชุนชิว’ 《吕氏春秋》

    แม้ว่าหลี่ว์ปู้เหวยจะเพียบพร้อมด้วยอำนาจและลาภยศ แต่เขายังคิดจะสร้างผลงานชิ้นยิ่งใหญ่ให้ชนรุ่นหลังได้รำลึกถึง ขณะนั้นแคว้นฉินยังไม่ได้ปราบแว่นแคว้นต่างๆ จนสามารถรวมแผ่นดินเป็นหนึ่ง องค์ชายที่เพียบพร้อมด้วยความรู้ความสามารถในใต้หล้ามีอยู่หลายท่าน ที่โดดเด่นได้แก่ ซิ่นหลิงจวิน (信陵君) แห่งแคว้นเว่ย ( 魏 )  ชุนเซินจวิน (春申君) แห่งแคว้นฉู่ (楚)  ผิงหยวนจวิน (平原君) แห่งแคว้นจ้าว (赵)  และเมิ่งฉางจวิน (孟尝君) แห่งแคว้นฉี (齐)  องค์ชายทั้งสี่ท่านนี้ได้รับการขนานนามว่า  ซื่อกงจื่อ  (四公子 )  เป็นที่เชิดหน้าชูตาของแต่ละแคว้น

    ครั้นเหลียวมองแคว้นฉินที่เร่งทำนุบำรุงบ้านเมืองมาตลอดจนเข้มแข็งและมั่งคั่งขึ้นตามลำดับ กลับอับจนบัณฑิตหาอริยบุคคลและตำรับตำราที่เป็นวิชาความรู้ได้ยากนัก หลี่ว์ปู้เหวยในฐานะมหาอุปราชจึงมีความคิดที่จะจัดทำตำราเล่มสำคัญ เขาได้เชิญผู้มีความรู้ความสามารถมาเรียงร้อยวิชาความรู้สรรพสิ่งบรรดามีทั้งอดีตและปัจจุบัน โดยจัดแบ่งเป็นประเภทและหมวดหมู่ กล่าวกันว่า ผู้มีความรู้ที่หลี่ว์ปู้เหวยให้มารังสรรค์ผลงานชิ้นสำคัญนี้มีมากกว่าสามพันคน สำเร็จเป็นสารานุกรมฉบับแรกของโลก มีเนื้อหามากกว่าสองแสนตัวอักษร

     ผลงานชิ้นนี้เป็นสิ่งที่หลี่ว์ปู้เหวยภาคภูมิใจที่สุด เขาได้สั่งให้ลิปิกร คัดลอกเนื้อความทั้งหมดลงบนผืนผ้า (สมัยนั้นยังไม่มีกระดาษ) แล้วนำไปปิดไว้ในที่สาธารณะ เพื่อเชิญชวนให้ผู้ทรงความรู้ยิ่งกว่ามาแก้ไขข้อความให้ถูกต้องสมบูรณ์ยิ่งขึ้น หากใครสามารถแก้ไข ตัดทอน หรือเติมแต่งให้ดีกว่าเดิมแม้เพียงอักษรเดียวก็จะได้รับรางวัลถึงหนึ่งพันตำลึงทอง ซึ่งเป็นที่มาของคำพังเพยที่ว่า ‘หนึ่งอักษรค่าดั่งพันตำลึงทอง’ (一字千金)  เมื่อเห็นว่าเสร็จสมบูรณ์แล้ว ก็บรรจงตั้งชื่อตำรานี้ว่า ‘หลี่ว์ซื่อชุนชิว’ หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ‘หลีว์หลั่น’ (呂览) หมายถึง การบันทึกประวัติศาสตร์โดยคนแซ่หลี่ว์ สำเร็จเสร็จสิ้นเมื่อ 239 ปีก่อนคริสตกาล จากนั้นได้นำถวายแด่ฉินหวางเจิ้ง  แต่พระองค์กลับไม่ทรงปีติยินดีด้วย  

    ฉินหวางเจิ้งขึ้นครองราชย์ขณะยังทรงพระเยาว์ หลี่ว์ปู้เหวยในฐานะมหาอุปราชจึงมีอำนาจล้นฟ้าและมั่งคั่งล้นเหลือ จะมีสาวงามสักเท่าไหร่ก็ได้ แต่ทำไมถึงต้องมารื้อฟื้นความหลังกับองค์ไทเฮา ทั้งนี้อาจเป็นเพราะฐานะขององค์ไทเฮาที่ย่อมมีพระราชอำนาจบริหารบ้านเมืองเช่นกัน  ด้วยสติปัญญาของหลี่ว์ปู้เหวยตระหนักดีถึงประเด็นนี้ จึงไม่ปล่อยให้ใครเข้าถึงองค์ไทเฮาได้ง่าย

    ในตอนนั้น หลี่ว์ปู้เหวยรู้ดีว่าหายนะกำลังจะมาถึงตัว เพราะฉินหวางเจิ้งค่อยๆ เติบใหญ่ขึ้นเป็นผู้มีความสามารถที่อารมณ์แปรปรวนง่าย มีความเหี้ยมโหดและหลงตัวเอง สักวันหนึ่งคงล่วงรู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างตนกับไทเฮา เขาจึงคิดหาทางออกห่าง แต่ก็กลัวอำนาจของไทเฮาจะถูกแทรกแซง จึงออกอุบายจัดหาสมุนคนสนิทของตนนามว่า ‘เล่าอ่าย’ (嫪毐) ปลอมเป็นขันทีเข้าวังรับใช้ไทเฮา เนื่องจากเล่าอ่ายไม่ได้เป็นขันทีจริง (ยังไม่ผ่านการตอน) จึงมีความสัมพันธ์กับไทเฮาจนแอบมีลูกด้วยกันถึงสองคน ทำให้ฉินหวางเจิ้งเจ็บช้ำน้ำใจสุดจะทน ไม่เพียงบุญคุณไม่ทดแทน แต่แค้นจำเป็นต้องชำระ ฉะนั้นตอนที่หลี่ว์ปู้เหวยนำ ‘หลี่ว์ซื่อชุนชิว’ ขึ้นถวาย  ฉินหวางเจิ้งโกรธแค้นจนแทบจะกินเลือดกินเนื้อเขาทีเดียว 

    เล่าอ่ายเองก็รู้ตัวเหมือนกันว่ายมบาลกำลังถามหา ในปีถัดมา (238 ปีก่อนคริสตกาล) จึงชิงลงมือก่อการกบฏที่เมืองเสียน หยาง (咸阳城) แต่ถูกฉินหวางเจิ้งปราบจนราบคาบอย่างรวดเร็ว ลูกทั้งสองคนของเล่าอ่ายที่เกิดจากไทเฮาถูกสังหาร ทั้งที่ยังเป็นเพียงเด็กน้อยวัยน่ารัก เล่าอ่ายถูกสำเร็จโทษด้วยการใช้ม้าแยกร่างออกเป็นท่อน ส่วนไทเฮาถูกริบอำนาจและเนรเทศไปยังที่ห่างไกล   ปีถัดมาหลี่ว์ปู้เหวยถูกถอดยศและให้ออกจากราชการ 
    ฉินหวางเจิ้งไม่ได้ประหารหลี่ว์ปู้เหวยในทันทีเพราะทรงแค้นมาก การฆ่าให้ตายทันทีรู้สึกจะง่ายเกินไป วันดีคืนดีพระองค์จะส่งสารไปถึงหลี่ว์ปู้เหวย ทรงถามว่า "เจ้าทำความดีอะไรไว้หรือ จึงได้กินศักดินาถึงหนึ่งแสนครัวเรือน" หรือ "เจ้าเกี่ยวดองอะไรกับแคว้นฉินหรือ จึงได้รับสมัญญานามว่าจ้งฟู่"  เป็นเช่นนี้อยู่สองปีจนหลี่ว์ปู้เหวยไม่เป็นอันกินอันนอน ในที่สุดจึงตัดสินใจกินยาพิษฆ่าตัวตาย 

    ‘หลี่ว์ซื่อชุนชิว’ เป็นผลงานชิ้นสำคัญของหลี่ว์ปู้เหวยที่ตกทอดแก่อนุชนรุ่นหลังให้ได้ศึกษา โดยผ่านกาลเวลามาเนิ่นนานถึงสองพันกว่าปี  ปัจจุบัน ‘หลี่ว์ซื่อชุนชิว’ มีทั้งแบบเล่มเดียวจบและสองเล่มจบ เนื้อหาย่นย่อกว่าฉบับจริง ส่วนคำว่า ‘หลี่ว์’ อ่านออกเสียงแต้จิ๋วว่า ‘หลือ’  ดังนั้น แซ่หลี่ว์ จึงหมายถึง แซ่หลือ  

 

 เหล่าตั๊ง แปลและเรียบเรียง

 

26/9/2011

Last modified onวันศุกร์, 22 กรกฎาคม 2559 16:39